
ลงทุนดุทุบความมั่นคงพลังงาน
ความต้องการพลังงานอาเซียนพุ่ง รับเป็นฐานผลิต คาดไทยต้องการอีก 34 กิกะวัตต์
ความต้องการพลังงานอาเซียนพุ่ง รับเป็นฐานผลิต คาดไทยต้องการอีก 34 กิกะวัตต์
นายคริสตอฟ เน็ตเชม หุ้นส่วนอาวุโสและหัวหน้าฝ่ายปฏิบัติการพลังงานในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เดอะ บอสตัน คอนซัลติ้ง กรุ๊ป กล่าวในงาน “ASEAN Business Forum 2015” จัดโดยสมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย ว่า ในอีก 15 ปีข้างหน้า อาเซียนจะเผชิญความท้าทายกับความต้องการพลังงานที่สูงขึ้นอย่างมากจากหลายปัจจัย เช่น จำนวนชนชั้นกลางในภูมิภาคเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริโภคมีกำลังการใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 12% ต่อปี และใช้พลังงานเพิ่มขึ้น
ขณะเดียวกัน ภาคการผลิตแห่กันย้ายฐานมาตั้งโรงงานในอาเซียน ซึ่งเป็นประเทศที่มีอัตราค่าแรงต่ำ หนีจากจีนที่ค่าแรงปรับตัวสูงขึ้น
“มีการประมาณการความต้องการลงทุนหน่วยผลิตพลังงานทั่วโลกเพิ่มขึ้นอีก 2.5 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ จนถึงปี 2583 สำหรับไทยยังต้องการกำลังการผลิตพลังงานเพิ่มขึ้นอีก 34 กิกะวัตต์ ในปี 2573 เพิ่มขึ้นจากปี 2553 ที่ผลิตได้แล้ว 31 กิกะวัตต์” นายเน็ตเชม กล่าว
นอกจากนี้ ประเทศในอาเซียนจะกลายสภาพเป็นผู้นำเข้าพลังงานทุกประเทศในปี 2573 ด้วย รัฐบาลอาเซียนจึงจำเป็นต้องดำเนินการหลายด้าน อาทิ เพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน รณรงค์ให้เกิดการอนุรักษ์พลังงาน ใช้เทคโนโลยีประหยัดพลังงาน ร่วมมือกันจัดการทรัพยากร ลงทุนและแบ่งปันโครงสร้างพื้นฐานพลังงานร่วมกัน
ด้าน นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. กล่าวว่า อาเซียนมีความท้าทายด้านพลังงาน ได้แก่ 1.การเข้าถึงพลังงานไฟฟ้า มีประชากรอาเซียนราว 120 ล้านคน หรือประมาณ 19% ของภูมิภาคที่ยังเข้าไม่ถึงพลังงานไฟฟ้า ส่วนใหญ่เป็นประชากรในเมียนมา กัมพูชา และตามเกาะห่างไกลของอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์
2.ความพอเพียง การบริโภคก๊าซมีแนวโน้มสูงขึ้นหลังปี 2563 ในทางตรงกันข้าม การผลิตกลับปรับตัวลดลงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ช่องว่างระหว่างกันเหลือน้อยลงมากในปี 2530 3.ความยั่งยืน ความเข้มข้นของการใช้พลังงานในหลายประเทศยังอยู่ในระดับสูง เช่น ไทยและเวียดนาม
ทั้งนี้ อาเซียนสามารถร่วมมือกันได้ เพื่อแก้ไขปัญหาความมั่นคงทางพลังงานของภูมิภาคร่วมกัน ที่ผ่านมาอาเซียนได้มีแผนดำเนินการร่วมกันบ้างแล้ว เช่น ในการประชุมรัฐมนตรีพลังงานอาเซียน (AMEM) ครั้งล่าสุดเมื่อวันที่ 7 ต.ค. ประกาศเป้าหมายใหม่ลดความเข้มข้นของพลังงานลง 20% ในปี 2563 และเพิ่มสัดส่วนการใช้พลังงานทดแทนเป็น 23% ในปี 2568
ขณะเดียวกัน การร่วมมือกันในอีกหลายด้านจะช่วยบรรเทาปัญหาได้ อาทิ การจัดการพลังงาน ความร่วมมือด้านโลจิสติกส์
นายกมลจันทร์ เพชรอาสารองกรรมการผู้จัดการ บริษัท อิเล็คทริไซต์ เดอ ลาว รัฐวิสาหกิจด้านพลังงานของลาว กล่าวว่า การบริโภคพลังงานในลาวมีแนวโน้มสูงขึ้นเช่นกัน โดยปัจจุบันสูงขึ้นเฉลี่ยเกือบ 20% ต่อปี ทำให้ลาวมีแผนจะพัฒนาสถานีไฮโดรเพาเวอร์เพิ่มขึ้นอีก 10 แห่ง
นายพฤหัส วงศ์ธเนศ ผู้ช่วยผู้ว่าการการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ขณะนี้ไทยมีการเจรจาโครงการด้านพลังงานกับประเทศเพื่อนบ้านหลายโครงการ เช่น โครงการระหว่างไทย ลาว มาเลเซีย และสิงคโปร์







