
เจโทรกางโรดแมป ส่งออกรายย่อยบุกอาเซียน
การเติบโตที่รวดเร็วของภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งการเตรียมการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในสิ้นปี 2558 ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ได้ปรับแผนการส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี ภายใต้โรดแมปการทำตลาดใหม่
การเติบโตที่รวดเร็วของภูมิภาคอาเซียน รวมทั้งการเตรียมการเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ที่กำลังจะเกิดขึ้นในสิ้นปี 2558 ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) ได้ปรับแผนการส่งเสริมผู้ประกอบการธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอี ภายใต้โรดแมปการทำตลาดใหม่
ซาโตชิ โอยามะ รองผู้อำนวยการแผนกอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ ฝ่ายอุตสาหกรรมโรงงาน องค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร) เปิดเผยว่า ภาครัฐได้มีจัดงบประมาณสนับสนุนการโรดโชว์รายย่อยญี่ปุ่นในตลาดอาเซียน โดยแต่ละปีเจโทรวางแผนทำกิจกรรมใน 3 ประเทศ ภายใต้แนวทางหลัก 3 ประการ ได้แก่ 1.สร้างโอกาสสนับสนุนการจับคู่ทางธุรกิจ 2.การให้ข้อมูลข่าวสารด้านการส่งออก การทำการค้าในแต่ละประเทศที่ผู้ประกอบการสนใจ และ 3.การจัดสรรงบประมาณสนับสนุนเอสเอ็มอีญี่ปุ่นส่วนหนึ่งและผู้ประกอบการต้องจ่ายเงินเองส่วนหนึ่ง เช่น จะเก็บค่าธรรมเนียมร่วมออกบูธราว 2 แสนเยน/ราย โดยเจ้าของธุรกิจสามารถเลือกประเทศที่สนใจเข้าไปทำตลาดได้ การที่ไม่ให้งบสนับสนุนทั้งหมดกับเอสเอ็มอีก็เพื่อกระตุ้นให้เจ้าของธุรกิจตื่นตัวทำตลาดด้วยตัวเองด้วย
หากเจาะเฉพาะแผนงานอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์ไลฟ์สไตล์ เจโทรได้เริ่มโครงการ “อาเซียนคาราวาน” ขึ้นมาตั้งแต่ 5 ปีก่อนและดำเนินการต่อเนื่องถึงปัจจุบัน โดยมุ่งส่งเสริมผู้ประกอบการเอสเอ็มอีญี่ปุ่นกลุ่มสินค้าเพื่อสุขภาพและความงามเป็นหลัก โดยการคัดเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพออกไปทำตลาดในต่างประเทศโดยเฉพาะอาเซียน
ช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา รัฐบาลญี่ปุ่นสนับสนุนการทำตลาดของเอสเอ็มอีในต่างประเทศโดยเฉพาะในไทย ที่เน้นกลุ่มธุรกิจชิ้นส่วนอะไหล่ยานยนต์เป็นหลัก เพื่อรองรับค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นหลายรายที่ใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อทำตลาดส่งออก แต่เทรนด์ด้านสุขภาพและความงามที่มาแรงได้เป็นปัจจัยหนึ่งทำให้เจโทรต้องปรับกลยุทธ์ตามไปด้วย
“ก่อนหน้านี้อาจจะมีเจ้าของแบรนด์สินค้าเครื่องสำอางความงามรายใหญ่จากญี่ปุ่น อย่างเอสเคทู ชิเซโด้ เข้ามาทำตลาดในไทยไปแล้ว และจากนี้ไปหากการจับคู่ทางธุรกิจระหว่างพันธมิตรท้องถิ่นในไทยและญี่ปุ่นประสบความสำเร็จ ก็จะได้เห็นแบรนด์สินค้าความงามของเอสเอ็มอีญี่ปุ่นเข้ามาทำตลาดในไทยหรือในภูมิภาคนี้มากขึ้น” โอยามะ กล่าว
อย่างไรก็ตาม การที่เอสเอ็มอีจะเจาะตลาดต่างประเทศได้สำเร็จก็ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย รวมทั้งความพร้อมของผู้ประกอบการเอง ซึ่งปัจจุบันพบว่ามีสัดส่วนมากกว่า 99.9% จากจำนวนผู้ประกอบการธุรกิจทั้งหมด 4 ล้านราย ที่ยังไม่เคยออกไปทำตลาดต่างประเทศ แต่ส่วนใหญ่สนใจขยายธุรกิจส่งออกเพื่อเพิ่มยอดขายจากตลาดใหม่ ขณะที่เมืองไทย เป็นตลาดอันดับ 1 ที่เอสเอ็มอีญี่ปุ่นสนใจเข้ามาทำตลาดมากที่สุดในอาเซียน
จากการจัดกิจกรรมอาเซียนคาราวานของเจโทรในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา มีผู้ประกอบการเอสเอ็มอีญี่ปุ่นเข้าร่วมโครงการไม่ต่ำกว่า 500 ราย โดยแต่ละปีสามารถสร้างรายได้หลังปิดการเจรจาทางการค้า (ดีล) ในรูปแบบการจับคู่ทางธุรกิจได้ต่อปีไม่ต่ำกว่า 200-300 ล้านเยน ซึ่งหากรวมมูลค่าเชิงธุรกิจในช่วง 3-4 ปีผ่านมา คาดอยู่ที่ประมาณ 1,000-1,500 ล้านเยน
ล่าสุด ช่วงต้นเดือน ต.ค.ที่ผ่านมา เจโทรได้จัดงาน “GOOD GOOD JAPAN, JETRO Business Matching in Bangkok” เป็นครั้งแรกของปีนี้ในไทย มีธุรกิจเอสเอ็มอีญี่ปุ่น 43 ราย สนใจมาทำตลาดในไทยและผู้ซื้อจากไทยร่วมลงทะเบียนไม่ต่ำกว่า 240 ราย เพื่อจับคู่ธุรกิจในครั้งนี้ คาดจะประสบความสำเร็จเกิดการจับคู่ธุรกิจระหว่างเอสเอ็มอีญี่ปุ่นและไทยราว 60-70%
ในเดือน พ.ย. เจโทรเตรียมนำผู้ประกอบการญี่ปุ่นไปทำตลาดในเวียดนาม เพราะมองว่าตลาดไทย เวียดนาม และอินโดนีเซีย เป็นกลุ่มประเทศที่มีศักยภาพหลายด้าน ทั้งกำลังซื้อ โครงสร้างพื้นฐานสาธารณูปโภค และอื่นๆ จากอดีตที่ญี่ปุ่นเคยมองตลาดอื่นที่น่าสนใจในอาเซียนอย่างสิงคโปร์และมาเลเซีย แต่ตอนนี้พบว่าตลาดดังกล่าวมีกำลังซื้อขนาดเล็กกว่า
สำหรับการนำเอสเอ็มอีญี่ปุ่นทำตลาดในประเทศอาเซียนจะพิจารณาถึงสภาพแวดล้อมทางการค้าว่ามีความพร้อมมากน้อยเพียงใด เช่น จำนวนห้างค้าปลีกสมัยใหม่ (โมเดิร์นเทรด) เบื้องต้นอาจจำหน่ายสินค้าผ่านห้างค้าปลีกของญี่ปุ่นที่ไปลงทุนในอาเซียนอยู่แล้ว
จากแผนส่งเสริมข้างต้น คาดว่าจะผลักดันให้เกิดธุรกิจรายย่อยกลุ่มใหม่ๆ ในไทยและอาเซียน จากปัจจุบันประเมินว่ามีกลุ่มผู้ประกอบการเอสเอ็มอีญี่ปุ่นในไทยประมาณ 3,000-4,000 ราย ส่วนใหญ่เป็นธุรกิจร้านอาหาร
Weight/Extent







