posttoday
ไทยดัน ‘ศูนย์ซ่อมฯ’ ชิงแชร์ตลาดโบอิ้ง-แอร์บัส

ไทยดัน ‘ศูนย์ซ่อมฯ’ ชิงแชร์ตลาดโบอิ้ง-แอร์บัส

14 ตุลาคม 2558

เป็นฝันที่ใกล้จะเป็นจริงทุกทีเมื่อประเทศไทยกำลังกระโจนเข้าสู่ตลาดการผลิตชิ้นส่วนฯและซ่อมบำรุงอากาศยานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

เป็นฝันที่ใกล้จะเป็นจริงทุกทีเมื่อประเทศไทยกำลังกระโจนเข้าสู่ตลาดการผลิตชิ้นส่วนฯและซ่อมบำรุงอากาศยานในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ซึ่งเป็นภูมิภาคที่มีอัตราการขยายตัวของอุตสาหกรรมการบินสูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก

“ขณะนี้สำนักนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) ได้สรุปแผนจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทยเสร็จแล้ว ซึ่งแบ่งการลงทุนออกเป็น 3 ระยะ ระยะละ 5 ปี (พ.ศ. 2559-2573) เงินลงทุนทั้งสิ้น 1.5 หมื่นล้านบาท และคาดว่าในอีก 30 ปีจากนี้ไทยจะมีรายได้จากการผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน (OEM) และซ่อมบำรุงอากาศยาน (MRO) 2.4 แสนล้านบาท จากปัจจุบันมีรายได้ 9,300 ล้านบาท” อาคม เติมพิทยาไพสิฐ รมว.คมนาคม เผยหลังการประชุมสรุปผลการศึกษาการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการบินของประเทศไทย เมื่อวันที่ 13 ต.ค.ที่ผ่านมา

อาคม อธิบายว่า แผนการดำเนินงานระยะเริ่มต้น 5 ปีแรก จะเป็นการก่อสร้างโรงซ่อมเครื่องบิน 2 โรง เพื่อรองรับการซ่อมเครื่องบิน 48 ลำ ซึ่งจะใช้เวลาก่อสร้าง 3 ปี โดยในช่วง 2 ปีแรก หรือระหว่างปี 2562-2563 จะเปิดให้บริการซ่อมบำรุงแก่สายการบินต้นทุนต่ำหรือโลว์คอสต์แอร์ไลน์ส จากนั้นในระยะ 5 ปีถัดไปจะมีการลงทุนสร้างโรงซ่อมเครื่องบินอีก 2 โรง เพื่อรองรับการซ่อมเครื่องบินเป็น 2 เท่า ส่วนเฟสสุดท้ายระยะ 5 ปีจะสร้างโรงซ่อมเพิ่มเพื่อรองรับการซ่อมเครื่องเป็น 3 เท่าจากช่วงแรก หรือจะรองรับการซ่อมเครื่องบินได้ 144 ลำ

“การสร้างโรงซ่อมเครื่องบิน รัฐบาลจะจัดสรรเงินลงทุนเฟสละ 5,000 ล้านบาท 3 เฟสเป็นเงิน 1.5 หมื่นล้านบาท โดยจะเปิดให้เอกชนมาร่วมลงทุน ส่วนรายละเอียดจะเป็นอย่างไรจะต้องให้คณะกรรมการพีพีพีอนุมัติ ซึ่งการสร้างศูนย์ซ่อมเฟสแรกจะใช้พื้นที่บริเวณสนามบินอู่ตะเภา ดังนั้นจะต้องมีการหารือร่วมกับกองทัพเรือเพื่อขอใช้พื้นที่อู่ตะเภาและอาจมีการเปิดพื้นที่อื่นๆ นอกจากอู่ตะเภาเพื่อรองรับการลงทุนสร้างศูนย์ซ่อมในเฟสต่อไป” อาคม กล่าว

นอกจากนี้ ในส่วนการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมแห่งใหม่เพื่อผลิตชิ้นส่วนอากาศยาน ที่ จ.นครราชสีมา จากปัจจุบันที่ผู้ผลิตได้ลงทุนโรงงานผลิตชิ้นส่วนอากาศยานในนิคมอุตสาหกรรมแถบภาคตะวันออกอยู่แล้วนั้น กระทรวงคมนาคมจะหารือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อสรุปมาตรการจูงใจและสิทธิประโยชน์ต่างๆ เพื่อเสนอรัฐบาลพิจารณาอนุมัติต่อไป

“ภาครัฐจะให้สิทธิแบบพิเศษหรือซูเปอร์คลัสเตอร์ เพื่อจูงใจให้เอกชนทั้งในและต่างประเทศลงทุนศูนย์ซ่อมและผลิตชิ้นส่วนในประเทศไทย เพราะจากผลการศึกษาของ สนข.และบริษัทที่ปรึกษาพบว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า ประเทศในเอเชียแปซิฟิกจะมีออร์เดอร์ซื้อเครื่องบิน จากบริษัทผู้ผลิตเครื่องบิน 2 รายใหญ่ 1.38 หมื่นลำ” อาคม สรุป

อย่างไรก็ตาม เมื่อพลิกผลการศึกษาความเหมาะสมและออกแบบเบื้องต้นในการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมการบินที่ สนข.ว่าจ้างที่ปรึกษาทำการศึกษา พบว่า ในปี 2567 ภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกจะมีเครื่องบินเพิ่มจากปัจจุบัน 4,697 ลำ เป็น 7,793 ซึ่งฝูงบินใหม่ที่สั่งซื้อมาแทนเครื่องบินเก่าที่ปลดระวาง จะเป็นเครื่องบินแอร์บัสลำตัวแคบ A320 มากที่สุด 2,190 ลำ รองลงมาเป็นเครื่องบินโบอิ้ง B737 จำนวน 1,864 ลำ ส่วนที่เหลือเป็นเครื่องบินแอร์บัส A321 แอร์บัส A330 โบอิ้ง B777 และโบอิ้ง B787 รุ่นละ 500 ลำ 

จึงคาดว่ามูลค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงเครื่องบินดังกล่าวระหว่างปี 2558-2567 จะสูงถึง 1.67 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรือคิดเป็นมูลค่าสูงถึง 5.26 ล้านล้านบาท 

ผลการศึกษายังพบว่าการสร้างศูนย์ซ่อมและผลิตชิ้นส่วนอากาศยานในประเทศไทยมีความเป็นไปได้สูง เพราะไทยมีความต้องการซ่อมบำรุงเครื่องบินภายในประเทศอยู่แล้วคิดเป็นมูลค่า 2.43 หมื่นล้านบาท และจากข้อมูลพบว่าในปี 2561 ไทยมีเครื่องบินลำตัวแคบ 158 ลำ ซึ่งเป็นสเกลที่ใหญ่พอที่จะทำให้การลงทุนต่างๆ มีความคุ้มค่า ขณะที่การลงทุนดังกล่าวจะสร้างงานได้ 7,615 อัตราเลยทีเดียว

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน