posttoday
ปิดกิจการเอสเอสไอ ยูเค ฉุดธนาคารกรุงไทยมากสุด

ปิดกิจการเอสเอสไอ ยูเค ฉุดธนาคารกรุงไทยมากสุด

12 ตุลาคม 2558

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

โดย...เจียรนัย อุตะมะ

ผลจากการที่ศาลรับคำร้องปิดกิจการ บริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี ยูเค (SSI UK) บริษัทย่อยของบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) ส่งผลให้สินทรัพย์ของ SSI UK เข้าสู่กระบวนการชำระบัญชีทันที และทำให้ SSI ต้องบันทึกการด้อยค่าสินทรัพย์ในงบการเงินและรับรู้ผลขาดทุนจากเงินลงทุนจากบริษัทย่อยดังกล่าว 27,480 ล้านบาท ยอดหนี้คงค้างระหว่างกันอีก 6,250 ล้านบาท ที่จะต้องตั้งสำรองหนี้สินเต็มและรับรู้ผลขาดทุน นอกจากนั้นหนี้ของ SSI UK ที่จะต้องบันทึกหนี้สินเพิ่มและรับรู้ผลขาดทุนหนี้ทั้งหมดที่เกิดขึ้นแก่ SSI ทั้งนี้บริษัทแม่และบริษัทลูกได้ฉุดฐานะทางการเงินของธนาคารเจ้าหนี้ 3 แห่ง โดยธนาคารกรุงไทย (KTB) ได้รับผลกระทบมากที่สุด

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เมย์แบงก์ กิมเอ็ง (ประเทศไทย) วิเคราะห์ว่า KTB จะทำการตั้งสำรองอีก 9,000 ล้านบาท เพื่อให้ครอบคลุมหนี้เสียของ SSI ทั้งจำนวน ผลักดันให้การตั้งสำรองทั้งหมดในไตรมาส 3 ปีนี้เพิ่มขึ้นเป็น 9,300 ล้านบาท KTB ต่างจากธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และธนาคารทิสโก้ (TISCO) ตรงที่ธนาคารไม่มีรายการพิเศษที่จะช่วยพยุงผลประกอบการ ดังนั้นกำไรสุทธิคาดจะหดตัวลงแรงถึง  40% จากไตรมาส 2 โดยระดับสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPLs) ที่ลดลงจะกดดันกำไรธนาคารใน 2-3 ปีข้างหน้า

ผู้บริหาร KTB กล่าวว่า ผลประกอบการไตรมาส 3 จะถูกกระทบจากการตั้งสำรองที่เพิ่มขึ้น จากหนี้เสียของ SSI ธนาคารจะตั้งสำรองกว่า 9,000 ล้านบาท เพื่อให้ครอบคลุมหนี้ของ SSI ทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม การตั้งสำรองจำนวน 3,000 ล้านบาท จะนำกลับมาจากการกันสำรองส่วนเกินของธนาคาร ซึ่งเหลือเพียงค่าใช้จ่ายการตั้งสำรองจำนวน 6,000 ล้านบาท ที่ต้องหักออกจากกำไรจากการดำเนินงาน ขณะนี้ธนาคารยังไม่ตัดสินใจว่าจะตัดจำหน่ายหนี้ของ SSI UK หรือไม่ รวมถึงธนาคารยังไม่มีแผนที่จะใช้มาตรการทางบัญชีใดมาช่วยในการพยุงผลประกอบการ นอกไปจากคุณภาพสินทรัพย์ที่แย่ลง รายได้ก็คาดจะชะลอตัวลงจากสภาวะเศรษฐกิจที่อ่อนแอ

ไตรมาส 3 จะเป็นไตรมาสที่ยํ่าแย่ของ KTB สินเชื่อคาดว่าจะทรงตัวจากไตรมาสที่แล้ว ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) คาดว่าจะลดลง และกดดันให้รายได้ที่ดอกเบี้ยสุทธิอ่อนตัวลง 4.5% รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ยสุทธิคาดจะชะลอตัวลงเช่นกัน จากฐานที่สูงในไตรมาสที่แล้ว (เนื่องจากไตรมาสก่อนมีกำไรพิเศษจากอัตราแลกเปลี่ยน) จากคาดการณ์ที่ว่าค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานเพิ่มขึ้น 1% กำไรก่อนการตั้งสำรองคาดว่าจะลดลง 10.5%

ด้านคุณภาพสินทรัพย์ NPLs คาดจะปรับเพิ่มขึ้นมากไปอยู่ที่ 9 หมื่นล้านบาท เพิ่มขึ้นจากไตรมาสก่อน 2.3 หมื่นล้านบาท จากหนี้เสียของ SSI เป็นหลัก

“คาด KTB จะตั้งสำรองที่ 9,300 ล้านบาทในไตรมาสนี้ (หรือเท่ากับ 0.47% ของต้นทุนเครดิต) มาจากการตั้งสำรองสำหรับ SSI จำนวน 6,000 ล้านบาท และเป็นการตั้งสำรองปกติจำนวน 2,100 ล้านบาท ที่เหลือเป็นการตั้งสำรองสำหรับบริษัทลูกที่ 1,200 ล้านบาท โดยรวมคาดกำไรสุทธิที่ 5,000 ล้านบาท หดตัวลงแรง 40% จากไตรมาส 2 เนื่องจาก KTB จำเป็นต้องเพิ่มระดับสำรองต่อ NPLs และจะกดดันผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (ROE) ในระยะ 2-3 ปีข้างหน้า”

บล.ดีบีเอส วิคเคอร์ส(ประเทศไทย) มองว่า หนี้ SSI ถูกจัดชั้นเป็น NPLs ธนาคารปล่อยสินเชื่อให้กลุ่ม SSI ทั้งหมด 2.3 หมื่นล้านบาท แต่ได้ตั้งสำรองมาก่อนหน้านี้แล้วประมาณ 54% ซึ่ง KTB จะนำสำรองทั่วไปมาใช้ ทำให้สำรองต่อ NPLs จะลดลงเป็น 92% แต่ธนาคารต้องการให้ไม่ต่ำกว่า 100% จึงต้องตั้งสำรองเพิ่มพิเศษอีก 6,000 ล้านบาท ในไตรมาสนี้

ขณะที่ KTB ยังมีการกันสำรองปกติที่ 2,100 ล้านบาท และบริษัทย่อยที่ 1,000-2,000 ล้านบาท แต่จะมีผลประโยชน์ด้านภาษีจากรายการนี้ราว 600 ล้านบาท ส่วนการจะตัดหนี้สูญหรือไม่และเมื่อไรนั้นยังไม่ชัดเจน

คาดการณ์กำไรไตรมาส 3 ลดลง 40% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 34% จากไตรมาส 2 เป็น 5,500 ล้านบาท โดยหลักมาจากการกันสำรองเพิ่มขึ้น ปรับสมมติฐานการกันสำรองปีนี้เพิ่มเป็น 1.27% ของสินเชื่อรวม (ปี 2557 อยู่ที่ 0.8%) คาดการณ์กำไรปี 2558 ลดลง 7% จากคาดการณ์เดิม และลดลง 10% จากปีก่อน ส่วนปี 2559 ใช้สมมติฐาน 0.8% เหมือนเดิม ยังผลให้คาดการณ์กำไรไม่เปลี่ยนแปลงและเติบโต 12% จากปีนี้

ผู้บริหารของ SCB ให้ข้อมูลเชิงลบของผลประกอบการในช่วงครึ่งปีหลังปี 2558 จากแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ช้ากว่าที่คาด ส่งผลให้ บล.บัวหลวง ปรับเพิ่มการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญปีนี้  7% อยู่ที่ 2.9 หมื่นล้านบาท และลดอัตราการเติบโตของสินเชื่อลงเหลือ 2.5% จาก 5%

ดังนั้น จึงปรับลดประมาณการกำไรปี 2558 ลง 5% อยู่ที่ 4.9 หมื่นล้านบาท และปรับลดราคาเป้าหมายเหลือ 161 บาท อ้างอิงจากค่า P/BV ที่ 1.7 เท่า แต่คาดว่าผลประกอบการของ SCB จะฟื้นตัวกลับมาเร็วกว่าธนาคารอื่นๆ ในกลุ่ม หากภาวะเศรษฐกิจกลับมาดีอีกครั้งในปี 2559

ปัจจุบันราคาหุ้นของ SCB ซื้อขายกันอยู่ที่ P/BV ที่ 1.45 เท่า ซึ่งค่อนข้างถูก และต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในระยะยาวที่ 1.7 เท่า ดังนั้นยังคงแนะนำซื้อ SCB ปรับลดเป้าสินเชื่อปี 2558 เหลือ 2.5-3% จากนโยบายที่ระมัดระวัง

ผู้บริหารคาดว่าอัตราการเติบโตของสินเชื่อปี 2558 น่าจะลดลงมาอยู่ที่ 2.5-3%  และวางแผนที่จะตัดจำหน่ายหนี้เสีย 1.2 หมื่นล้านบาท ของ SSI UK ในไตรมาส 3 ดังนั้นจึงปรับลดประมาณการการเติบโตของสินเชื่อสุทธิลงเหลือ 2.5% จาก 5% ก่อนหน้า แต่ยังคงประมาณการการเติบโตของสินเชื่อปี 2559 ที่ 6%

“คาดผลงานไตรมาส 3 อยู่ที่ 9,800 ล้านบาท ลดลง 26.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 26.2% จากไตรมาส 2 ทั้งนี้ SCB วางแผนที่จะลดผลกระทบจากกำไรพิเศษ 8,000 ล้านบาท”

ผู้บริหารของบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) ได้ให้ข้อมูล บล.โนมูระ พัฒนสิน ว่า SSI เป็นหนี้ TISCO เกือบ 4,400 ล้านบาท แบ่งเป็น SSI จำนวน 821 ล้านบาท และ SSI UK จำนวน 3,570 ล้านบาท หนี้ในส่วน SSI UK นั้นที่ผ่านมาทางธนาคารได้ตั้งสำรองแล้วประมาณ 2,070 ล้านบาท คาดว่า TISCO ต้องตั้งสำรองเพิ่มอีกราว 1,500 ล้านบาท และเมื่อตั้งสำรองแล้วธนาคารจะตัดหนี้สูญในส่วนนี้ไปทั้งจำนวน

ชาตรี จันทรงาม ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายควบคุมการเงินและบริหารความเสี่ยงกลุ่มทิสโก้ คาดว่า ธนาคารน่าจะได้รับผลกระทบน้อยลงจากการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญพิเศษสำหรับกรณี SSI ในช่วงไตรมาส 3 และสถานการณ์ธนาคารน่าจะกลับมาปกติได้ในช่วงไตรมาส 4 เป็นต้นไป

ทั้งนี้ บล.บัวหลวง ยังคงคำแนะนำขาย จากประการแรก แนวโน้มสินเชื่อเช่าซื้อยังคงอ่อนตัวในครึ่งหลังปี 2558 และครึ่งแรกปี 2559

ประการที่สอง แนวโน้มการตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญเพิ่มขึ้นในช่วงไตรมาส 4 และปี 2559 อาจส่งผลให้มีลดประมาณการกำไร และการแข่งขันที่รุนแรงมากขึ้นในกลุ่มสินเชื่อเอสเอ็มอี และสินเชื่อบรรษัทในปีหน้า การตั้งสำรองพิเศษกรณี SSI คาดถูกชดเชยด้วยการลดต้นทุน ธนาคารวางแผนที่จะตั้งสำรองค่าเผื่อหนี้สูญสำหรับสินเชื่อของ SSI ในไตรมาส 3 ที่ 1,400 ล้านบาท รวมกับสำรองปกติอีก 500 ล้านบาท โดยวางแผนที่จะลดผลกระทบจากการควบคุมต้นทุนบุคลากร ลดการตั้งสำรองตามปกติ การเพิ่มส่วนต่างอัตราดอกเบี้ย และรายได้พิเศษอื่นๆ โดยคาดว่าการกระทำดังกล่าวจะมีผลกระทบต่อผลประกอบการไตรมาส 3 น้อยลง

ทั้งนี้ การตั้งสำรองพิเศษสำหรับ SSI นั้นสอดคล้องกับที่ประมาณการ ดังนั้นยังคงไม่เปลี่ยนแปลงการประมาณการกำไรในปี 2558 และ 2559 คาดมีการลดเป้าการเติบโตของสินเชื่อในปี 2558

บล.บัวหลวง มองว่า ธนาคารอาจต้องเผชิญหน้ากับการหดตัวของสินเชื่อมากกว่าที่คาดไว้ ทั้งนี้คาดว่าสินเชื่อของ TISCO จะลดลง 10% ในปี 2558 ก่อนที่จะเพิ่มขึ้น 6% ในปีหน้า โดย 8 เดือนแรกของปี 2558 สินเชื่อสุทธิลดลง 13% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งต่ำกว่าที่คาดมาก

คาดผลประกอบการไตรมาส 3 ลดลง 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 10% จากไตรมาส 2 และคาดว่า TISCO จะรายงานกำไรไตรมาส 3 ที่ 900 ล้านบาทลดลง 10% จากไตรมาส 2 และ 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยน่าจะเป็นผลจากการตั้งสำรองพิเศษกรณี SSI

บล.บัวหลวง คาดส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในไตรมาส 3 อยู่ที่ 3.8% จาก 3.4% ในไตรมาสที่ผ่านมา ลดต้นทุนการดำเนินงานประมาณ 400 ล้านบาท และลดการตั้งสำรองตามปกติ 400 ล้านบาท ทั้งนี้คาดกำไรจากการดำเนินงานที่ไม่รวมสำรองหนี้เสียน่าจะเพิ่มขึ้น 25% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และ 22% จากไตรมาส 2 ที่ 2,900 ล้านบาทในไตรมาส 3

สำหรับรายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังเติบโตได้ 3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนและ 1% จากไตรมาส 2 แม้คาดสินเชื่อจะลดลงราว 5% จากไตรมาสก่อน หรือลดลง 10% ใน 9 เดือนแรกของปีนี้ เนื่องจากการตัดหนี้สูญส่วนของ SSI UK ออกไป และในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา มีลูกค้าบริษัทจ่ายคืนหนี้ก่อนกำหนดราว 5,000 ล้านบาท ประกอบกับสินเชื่อไฮเพอร์เชสยังไม่ฟื้นตัว แต่คาดว่าเงินฝากและเงินกู้จะลดลงราว 5% จากไตรมาส 2 เช่นกัน คาดต้นทุนระดมทุนจะลดลงจากการลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย จึงทำให้คาด NIM ดีขึ้นจาก 3.28% ในไตรมาสก่อนเป็น 3.39%

บล.ทิสโก้ มองแนวโน้มกำไรกลุ่มธนาคารช่วงไตรมาส 3 ที่ 5.17 หมื่นล้านบาท ลดลง 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน และลดลง 12% จากไตรมาส 2 โดยได้รับผลกระทบจาก NPLs ของหนี้ SSI สำหรับ KTB และ SCB รวมทั้งกำไรจะคงลดลงจาก NPLs ที่เพิ่มขึ้นจากธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี)

อย่างไรก็ตาม กำไรที่ลดลงจากไตรมาส 2 จาก NIM ที่น้อยลงของธนาคาร และกำไรจากส่วนต่างที่เริ่มจะเพิ่มขึ้นอย่างคงที่ จากการลดลงของต้นทุนการเงิน และคาดว่า NPLs จะสูงที่สุดในช่วงไตรมาส 3 ของปีนี้ จากปัจจัยดังนี้

ประการแรก ข้อสรุปเรื่องหนี้ SSI ของ KTB และ SCB จาก NPLs และเพิ่มการตั้งสำรอง 100% (สำหรับ SSI UK และหลักประกันของ SSI ประเทศไทย)

ประการที่สอง การเบิกจ่ายของภาครัฐที่ช่วยธุรกิจเอสเอ็มอีในไตรมาส 4 โดยคาดว่า ต้นทุนเครดิตของกลุ่มธนาคารอยู่ที่ 1.77% ในไตรมาส 3 ปีนี้ (จาก 1.31% ในไตรมาส 2 และ 0.91% ในไตรมาส 3/2557) หลักมาจากการตั้งสำรองหนี้ SSI และ NPLs รวมถึงคุณภาพสินทรัพย์ที่เพิ่มขึ้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ

บล.ทิสโก้ คาดว่า สัดส่วน NPLs จะลดลงในช่วงไตรมาส 4/2558-ไตรมาส 1/2559 มองว่าในระยะยาวกลุ่มธนาคารจะยังไม่ดูแย่ เมื่อเทียบกับกลุ่มอื่นๆ ในตลาด

นอกจากนั้น ยังคงคาดว่ายังไม่มีปัจจัยบวกต่อกลุ่มธนาคาร จากมุมมองอัตราเติบโตตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ปี 2559 แม้ว่าจะมองว่ายังมีมูลค่า แต่คาดว่ายังไม่มีปัจจัยบวกต่อกลุ่มธนาคาร จากผลกระทบของมาตรการช่วยเหลือเอสเอ็มอีของภาครัฐที่จะเกิดขึ้นเพียง 3-6 เดือน ขณะที่การฟื้นตัวของเศรษฐกิจในปี 2559 น่าจะยังมีความเสี่ยงจากโครงการก่อสร้างพื้นฐานของภาครัฐ และการเลือกตั้งที่ล่าช้าออกไปในปี 2560 การขาดปัจจัยหนุนสำหรับการเติบโตของจีดีพี ปี 2559 และการเติบโตของสินเชื่อ และ NPLs ที่เพิ่มขึ้น

“เราเชื่อว่ากลุ่มธนาคารอยู่ในช่วงขาลงสำหรับกำไรและ ROE ในปี 2558-2559 จะยังคงเดิม และมองว่ากลุ่มธนาคารจะยังไม่ดีกว่าตลาด”

ข่าวล่าสุด

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค

ทรู โชว์วิสัยทัศน์ผสาน AI ครบวงจร ดันไทยสู่ฮับดิจิทัลระดับภูมิภาค