
ต้องตื่นตัว
การลงนามทีพีพี หรือความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก เมื่อไม่กี่วันมานี้ ได้สร้างความตื่นตัวให้ชาติสมาชิกอาเซียนเป็นอย่างมาก ทั้งฝั่งที่ร่วมลงนามอย่าง บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ตลอดจนถึงชาติอาเซียนอื่นๆ ที่ไม่ได้เข้าร่วม แต่ก็รู้ดีว่าทีพีพีจะต้องส่งผลกระทบต่อตัวเองไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน
การลงนามทีพีพี หรือความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชีย-แปซิฟิก เมื่อไม่กี่วันมานี้ ได้สร้างความตื่นตัวให้ชาติสมาชิกอาเซียนเป็นอย่างมาก ทั้งฝั่งที่ร่วมลงนามอย่าง บรูไน มาเลเซีย สิงคโปร์ และเวียดนาม ตลอดจนถึงชาติอาเซียนอื่นๆ ที่ไม่ได้เข้าร่วม แต่ก็รู้ดีว่าทีพีพีจะต้องส่งผลกระทบต่อตัวเองไม่มากก็น้อยอย่างแน่นอน
นั่นก็เพราะข้อตกลงนี้จะทำให้เกิดกลุ่มเศรษฐกิจใหม่ ที่ลดการกีดกันทางการค้าระหว่าง 12 ชาติสมาชิก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย แคนาดา ชิลี เม็กซิโก นิวซีแลนด์ เปรู และอีก 4 ประเทศจากอาเซียนที่กล่าวไปข้างต้น เมื่อรวมกันแล้วจะมีขนาดเศรษฐกิจคิดเป็น 40% ของขนาดเศรษฐกิจโลก
นอกจากไทยที่จับตาทีพีพีอย่างใกล้ชิดมาตลอด อีกทั้งยังได้แสดงท่าทีต้องการร่วมวงมาแล้ว ก็ยังมี “กัมพูชา” ที่เกาะติดเวทีนี้มาตลอด เพราะหลายประเทศที่เป็นสมาชิกทีพีพีอย่างสหรัฐอเมริกาและญี่ปุ่นคือตลาดส่งออกใหญ่ของกัมพูชา ขณะที่ “เวียดนาม” ก็เป็นคู่แข่งสำคัญกับกัมพูชาในการส่งออกสินค้าหลายกลุ่ม เช่น เสื้อผ้า ข้าว
กัมพูชาต้องสนใจเรื่องนี้ เพราะประเทศต้องพึ่งพารายได้จากการส่งออกสูง โดยรายงาน Global Competitiveness Report 2015-2016 ระบุว่า ภาคส่งออกของกัมพูชาคิดเป็น 89% ของจีดีพีประเทศ ซึ่งมีมูลค่า 16.6 พันล้านเหรียญสหรัฐ
ในมุมของผู้ที่จะได้รับผลกระทบแน่ๆ จากทีพีพี ตัวแทนจากสมาคมผู้ผลิตเสื้อผ้าของกัมพูชาบอกว่า ข้อตกลงนี้จะส่งผลเสียต่อขีดความสามารถการแข่งขันของกัมพูชา ที่ตอนนี้ก็มีปัญหาเรื่องค่าแรงที่สูงขึ้นเรื่อยๆ และปัญหาด้านโลจิสติกส์อยู่แล้ว ซึ่งทำให้ยอดส่งออกของกัมพูชาไปตลาดสหรัฐอเมริกาลดลงทุกปี
ก่อนมีข้อตกลงทีพีพี กัมพูชาก็สูญเสียส่วนแบ่งในตลาดสหรัฐอเมริกาอย่างต่อเนื่อง โดยสัดส่วนการส่งออกเสื้อผ้าไปยังสหรัฐอเมริกาลดเหลือ 32% ของยอดการส่งออกเสื้อผ้าทั้งหมดในปีนี้ จากที่เมื่อ 3 ปีก่อนมีสัดส่วนสูงถึง 50%
ตัวแทนจากสมาคมแห่งนี้เชื่อว่า เมื่อ “ทีพีพี” มีผลบังคับใช้ ก็น่าจะส่งผลดีต่อการส่งออกเสื้อผ้าของเวียดนามมากขึ้น ส่วนกัมพูชาจะต้องหันไปพึ่งตลาดสหภาพยุโรปเพิ่มขึ้น จากปัจจุบันตลาดนี้มีสัดส่วนราว 42% ของการส่งออกเสื้อผ้าของกัมพูชา
แน่นอนว่า ถึงตอนนี้กัมพูชายังได้เปรียบหลายประเทศในภูมิภาคในแง่ได้รับสิทธิพิเศษทางภาษีจีเอสพี เพื่อส่งออกสินค้าไปยังตลาดหลักของโลกหลายแห่ง แต่ก็ต้องเร่งเครื่องอุดช่องโหว่ด้านอื่น เช่น โครงสร้างพื้นฐาน ผลิตภาพแรงงาน พร้อมหาจุดขายใหม่ๆ เพื่อบูมเศรษฐกิจต่อไป







