
สิงห์เปิดเกมชนช้าง ปรับแนวรบนอกบ้านผ่านพรีเมียร์ลีก
8...ดวงใจ จิตต์มงคล
หลังคณะรัฐมนตรี (ครม.) เห็นชอบอนุมัติกฎกระทรวงการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เพิ่มเติมจาก พ.ร.บ.เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ. 2551 ไปเมื่อเดือน มี.ค. ปี 2553 พร้อมบังคับใช้ในราชกิจจานุเบกษาทันที เป็นผลให้ผู้ประกอบการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ต่างโล่งอกต่อการดำเนินการโฆษณาผลิตภัณฑ์ หรือภาพลักษณ์องค์กรที่ชัดเจนขึ้นโดยไม่ขัดกับกฎหมาย
จากช่วงสุญญากาศที่ไร้ความชัดเจนในข้อห้ามการโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ในกฎหมายฉบับดังกล่าวที่ปล่อยให้เจ้าของสินค้าน้ำเมารายใหญ่
“ลองของ” ฝ่ากฎหมายกันไปหลายยก ทั้งการบรรยายสรรพคุณผลิตภัณฑ์เบียร์ช้างที่ทุ่มงบกว่า 300 ล้านบาท เพื่อปรับภาพลักษณ์ผลิตภัณฑ์ หรือแม้แต่การลอง (ดี) เปิดตัวปฏิทินแนวปลุกใจเสือป่าปี 2010 ของเบียร์ลีโอ ฯลฯด้วยเจ้าของสินค้าส่วนใหญ่ต่างระบุตรงกันว่ากฎหมายฉบับนี้เป็น
“สีเทา” ไม่มีขอบข่ายชัดเจน พร้อมเรียกร้องให้กำหนดแนวทางที่ชัดเจนออกมาเพื่อเป็นเกณฑ์ในการแข่งขันธุรกิจภายใต้กฎกติกาเดียวกันขณะที่มาตรา 3134 ว่าด้วยการห้ามโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ถือเป็นอาวุธสำคัญในการกำกับดูแลเจ้าของสินค้าน้ำเมาไม่ให้ทำตลาดล้ำเส้น โดยเฉพาะในมาตรา 32 ห้ามมิให้ผู้ใดโฆษณาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หรือแสดงชื่อหรือเครื่องหมายของเครื่องดื่มแอลกอฮอล์อันเป็นการอวดอ้างสรรพคุณ หรือชักจูงใจให้ผู้อื่นดื่มโดยตรงหรือโดยอ้อม ซึ่งเป็นการห้ามในประเทศ
แต่หากการโฆษณามีแหล่งกำเนิดมาจากนอกประเทศ จะอยู่ในข้อยกเว้น สามารถกระทำได้ตามเวลาจริงที่ถ่ายทอดสดและไม่ผิดกฎหมายฉบับนี้ ซึ่งถือเป็นความท้าท้ายของผู้ประกอบการธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในการทำตลาด
จากสาระในมาตรการดังกล่าว เท่ากับเปิดโอกาสให้เจ้าของสินค้าน้ำเมาสัญชาติไทย สามารถขนเงินออกไปสร้างตราผลิตภัณฑ์ได้ในต่างประเทศ ก่อนอิมพอร์ตเข้ามาเผยแพร่ได้ในประเทศไทยอีกต่อหนึ่ง
ล่าสุด บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น เจ้าของเครื่องดื่มเบียร์สิงห์และลีโอ ตัดสินใจใช้งบการทำตลาดไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท ทุ่มทำตลาดผลิตภัณฑ์เบียร์สิงห์ในยุโรปเป็นระยะเวลา 3 ปีนับจากนี้ ทันทีที่จรดปากกาเซ็นสัญญาเข้าเป็นหนึ่งในผู้สนับสนุนหลักระดับโลก หรือ
“โกลบอล พาร์ตเนอร์” ให้กับสโมสรฟุตบอลทีมยักษ์ใหญ่แห่งเกาะอังกฤษ “แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด”พร้อมมีข่าวว่าสิงห์ฯ เตรียมเข้าไปเป็นสปอนเซอร์ให้กับอีก 2 สโมสรฟุตบอลในพรีเมียร์ลีก ซึ่งมีชื่อของ
“สิงห์ บลูส์” สโมสรฟุตบอลทีมเชลซีติดโผอยู่ด้วยเช่นกัน หากเป็นเช่นนั้นจริงเชื่อว่าเกมการทำตลาดในต่างประเทศของเบียร์สิงห์จะยิ่งทวีดีกรีความดุดันยิ่งขึ้นไปอีกฉัตรชัย วิรัตน์โยสินทร์ ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น กล่าวว่า สิทธิที่สิงห์ฯ จะได้รับจากการเป็นโกลบอล พาร์ตเนอร์ ร่วมกับทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตลอดช่วง 3 ปีเต็ม โดยเริ่มตั้งแต่การเข้าสู่การแข่งขันอังกฤษพรีเมียร์ลีกที่จะเปิดฤดูกาลใหม่ 20102011 ในเดือน ส.ค.นี้ คือ สิทธิการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ตราสิงห์ภายในสนามฟุตบอลโอลด์แทรฟฟอร์ด และมีป้ายตราสัญลักษณ์สิงห์ (SINGHA) ติดอยู่ข้างสนาม
นอกจากนี้ยังสามารถนำภาพนักเตะในสโมสร คำพูด ข้อความ รวมไปถึงสัญลักษณ์ที่แสดงความเป็นสโมสรทีมผีแดงทั้งหมดไปใช้ในการโฆษณาและการประชาสัมพันธ์ของสิงห์ คอร์เปอเรชั่น ในทุกสื่อทั่วโลกได้ด้วย
ก่อนที่สิงห์ฯ จะเข้าร่วมเป็นพันธมิตรระดับโลกร่วมกันได้ในครั้งนี้ ฉัตรชัย บอกว่า ทีมหาสปอนเซอร์ของแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นฝ่ายทาบทามมายังบริษัทตั้งแต่ 2 ปีก่อนหน้านี้ และเห็นว่าในปีนี้เป็นโอกาสอันดีที่
“สิงห์” จะย่างก้าวไปสู่ตลาดต่างประเทศในฐานะผลิตภัณฑ์เบียร์ระดับโลกอย่างแท้จริง พร้อมอาศัยฐานแฟนคลับเด็กผีแดง หรือ MUFC ทั่วโลกกว่า 300 ล้านคน ภายใต้สโลแกน “WALKING WITH SINGHA”จากแผนการทำตลาดและสร้างแบรนด์ผ่านกลยุทธ์
“สปอร์ต มาร์เก็ตติง” ฟุตบอลอังกฤษพรีเมียร์ลีกในครั้งนี้ สิงห์ฯ มองว่ายังจะเข้ามาแก้โจทย์ใหญ่ตามที่ นายสันติ ภิรมย์ภักดี ผู้บริหารสูงสุดอาณาจักรสิงห์ฯ ได้ให้เป้าหมายไว้คือ ผลิตภัณฑ์เบียร์สิงห์ติดอันดับ 1 ใน 3 ตลาดเบียร์ยุโรปภายใน 3 ปี และติดอันดับ 1 ใน 50 แบรนด์เบียร์โลกภายใน 5 ปีด้วยพร้อมมีแผนจะสร้างโรงงานผลิตผลิตภัณฑ์ตราสิงห์ในยุโรปอีก 3 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันว่าจ้างการผลิตเบียร์ในโรงงานประเทศเยอรมนี จากก่อนหน้านี้สิงห์ฯ ได้เป็นสปอนเซอร์ในสโมสรฟุตบอลทีมแมนเชสเตอร์ ซิตี ภายใต้งบรวมตลอดระยะเวลา 3 ปี ไม่ต่ำกว่า 300 ล้านบาท ที่เล็งผลเลิศการสร้างตราผิตภัณฑ์ระดับโลก และยอดขายไปพร้อมกัน
ด้าน ปิติ ภิรมย์ภักดี ผู้จัดการกลุ่มการตลาด บริษัท สิงห์ คอร์เปอเรชั่น กล่าวว่า การทำตลาดสิงห์ในระดับโลก ไม่ได้มองถึงการทุ่มเม็ดเงินให้กับสร้างแบรนด์เพียงแต่อย่างเดียวเท่านั้น ซึ่งการที่
“สิงห์” ไม่ได้เข้าไปปะอกชุดนักเตะทีมแมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด นั้นได้พิจารณารอบด้านถึงความคุ้มทุนในระยะยาวมากกว่า โดยในอนาคตเมื่อเบียร์สิงห์เป็นที่รู้จักในตลาดยุโรปแล้ว ก็จำเป็นที่จะต้องมีสินค้าออกมารองรับผู้บริโภคทันทีที่เดินออกมานอกสนามโอลด์แทรฟฟอร์ดด้วย โดยบริษัทยังจะมุ่งให้ความสำคัญกับช่องทางขายผลิตภัณฑ์ไปพร้อมกัน“
แนวคิดการทำตลาดของสิงห์ฯ จะไปพร้อมกับการสร้างแบรนด์ โดยไม่จำเป็นต้องไปสปอนเซอร์ปะอกเสื้อทีมนักเตะ ซึ่งสิงห์ฯ ผ่านจุดนั้นไปแล้ว แต่จะสร้างแบรนด์ผ่านการเป็นสปอนเซอร์ทีมใหญ่และหาทีมเล็กมาช่วยกระจายยอดขายสินค้า รวมถึงการหาขยายจุดจำหน่ายผลิตภัณฑ์เพิ่มขึ้น” ปิติ กล่าวอย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้คู่แข่งตลอดกาลในตลาดเบียร์มูลค่ากว่า 1 แสนล้านบาท ในประเทศไทย อย่างบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ เจ้าของผลิตภัณฑ์เบียร์ช้าง ถือเป็นรายแรกที่คิกออฟสร้างแบรนด์เบียร์ช้างผ่านสนามแข่งขันฟุตบอลพรีเมียร์ลีก ในฐานะสปอนเซอร์ปะอกเสื้อชุดนักเตะฟุตบอลสโมสรเอฟเวอร์ตัน ไม่ต่ำกว่า 6 ปีที่ผ่านมาถึงปัจจุบัน
ปิติ ให้ความเห็นส่วนตัวว่าการที่เบียร์
“ช้าง” ใช้กลยุทธ์สร้างแบรนด์ผ่านอกเสื้อนักเตะทีมเอฟเวอร์ตันนั้นมีความเป็นไปได้ว่า เป็นช่วงบุกเบิกของการสร้างมูลค่าให้กับเบียร์ช้างที่กำลังมีแผนเข้าไประดมทุนในตลาดหลักทรัพย์ในเวลานั้น ที่ไม่ได้มองเพียงเฉพาะการสร้างมูลค่าของเบียร์ช้างเพียงอย่างเดียว แต่ยังหมายถึงมูลค่าหุ้นในอนาคตด้วย ซึ่งการที่มีแบรนด์ผลิตภัณฑ์ที่แข็งแกร่งยังเป็นการสร้างความเชื่อถือให้กับนักลงทุนด้วยขณะที่กลยุทธ์ดังกล่าวเป็นแนวทางเดียวกับการเข้าเป็นสปอนเซอร์หาพื้นที่โฆษณาผ่านอกเสื้อนักกีฬาฟุตบอลพรีเมียร์ลีกในปัจจุบัน ที่พบว่าสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นหมวดเครื่องใช้ไฟฟ้า และกลุ่มธุรกิจการเงิน การธนาคาร หรือสายการบิน ที่ต้องการตอกย้ำความเชื่อมั่นและความน่าเชื่อถือในธุรกิจผ่านกิจกรรมในระดับโลก
อย่างไรก็ตาม การสร้างแบรนด์ช้างผ่านการเป็นสปอนเซอร์ให้กับสโมสรฟุตบอลเอฟเวอร์ตัน ใน 56 ปีที่ผ่านมาของบริษัท ไทยเบฟเวอเรจ และล่าสุดผลงานในพรีเมียร์ลีกฤดูกาล 20092010 ซึ่งเอฟเวอร์ตันครองอันดับ 8 หรือติดท็อปเทนนั้น ก็นับว่าทำได้ดีสมกับความเป็นทีมระดับกลางที่รักษาผลงานได้คงที่ เปรียบได้กับการสร้างการรับรู้แบรนด์ช้างได้อย่างต่อเนื่องตลอดช่วงเกือบครึ่งทศวรรษที่ผ่านมา
ส่วนการแข่งขันพรีเมียร์ลีกในฤดูกาลใหม่ 20102011 ที่กำลังเดินทางมาถึงในเดือน ส.ค.นี้ ที่นอกจากจะเป็นเกมการแข่งขันที่แฟนบอลชาวไทยตั้งตารอชมมากที่สุดแล้ว ขณะเดียวกันยังเป็นการเขี่ยลูกการแข่งขันรอบใหม่สำหรับ 2 ค่ายยักษ์น้ำเมาระหว่าง
“สิงห์” และ “ช้าง” ผ่านศึกพรีเมียร์ลีกไปพร้อมกันด้วยโดยมีมาตรา 32 ในกฎหมายน้ำเมาเป็นกรรมการในสนามที่คอยจับตาไม่ให้ฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดล้ำเส้นในเกมการแข่งขันรอบใหม่นับจากนี้...







