posttoday
พลิกโฉมจัดการน้ำ รับแล้งหนักรอบ 50 ปี

พลิกโฉมจัดการน้ำ รับแล้งหนักรอบ 50 ปี

10 ตุลาคม 2558

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดสัมมนา “วิกฤติน้ำท่วม-น้ำแล้ง พลิกโฉมการบริหารจัดการน้ำของไทย”

โดย...สิทธินี ห่วงนาค

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) จัดสัมมนา “วิกฤติน้ำท่วม-น้ำแล้ง พลิกโฉมการบริหารจัดการน้ำของไทย” โดยนำเสนองานวิจัยในเรื่องของการบริหารจัดการน้ำซึ่งพบว่าเครื่องมือสำคัญคือกลุ่มผู้ใช้น้ำ หากรวมตัวกันและบริหารด้วยองค์ความรู้จะบริหารได้ดี

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่จะทำให้กลุ่มผู้ใช้น้ำเข้มแข็งได้ คือ กฎหมายทรัพยากรน้ำที่อยู่ระหว่างการเสนอต่อคณะรัฐมนตรี

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ได้มีการจัดทำยุทธศาสตร์น้ำของชาติ ระยะ 10 ปี (2558-2560) ซึ่ง ครม.มีมติเห็นชอบในเดือน ก.ค. 2558

แผนระยะสั้นและระยะกลางในช่วงปี 2558-2559 ใช้งบจากทุกหน่วยงานที่รวมมาได้ 1.7 หมื่นล้านบาท และงบในปี 2558 ได้งบมาอีก 5 หมื่นล้านบาท ระยะเร่งด่วนจะเน้นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และขุดลอกแหล่งน้ำ ระยะกลางจะดูแลจัดหาแหล่งน้ำทั้งแก้มลิงและการเก็บน้ำในพื้นที่

โครงการระยะยาว ยังไม่พูดเรื่องของโครงการงบประมาณ เพราะต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม

“สิ่งที่เกษตรกรต้องการมากที่สุด ก็คือ น้ำ แม้ว่าเรื่องอื่นที่รัฐช่วยเหลือจะเป็นเรื่องที่ดี แต่ที่ต้องการคือน้ำ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือหากมีน้ำพอ จีดีพีไทยจะขึ้น แต่ปัญหาใหญ่คือทำแหล่งน้ำยาก เพาะพื้นที่สูง และสภาพดิน แต่ต้องจัดหาน้ำ ในความเห็นส่วนตัวผม เห็นว่าแม้จะใช้เงินเป็นล้านล้านบาทก็น่าทำ เพราะน้ำเป็นชีวิตเกษตรกร”

ขณะที่ นิพนธ์ พัวพงศกร นักวิชาการกิตติคุณ ทีดีอาร์ไอ กล่าวว่า ปัญหาการบริหารจัดการน้ำในลุ่มเจ้าพระยา คือ ความผิดพลาดการบริหารจัดการในปี 2554 ที่ขาดการดูแลรักษาระบบชลประทาน และการให้อำนาจท้องถิ่นบริหาร การแทรกแซงการเมือง รวมศูนย์ในการแก้ไขปัญหา ส่วนจุดอ่อน คือ ขาดการวางแผนการและการควบคุมการใช้ที่ดิน ต้องมีการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในกลุ่มผู้ใช้น้ำ

การจะพลิกโฉมการบริหารจัดการน้ำของประเทศที่สำคัญ คือ การให้ประชาชนในกลุ่มผู้ใช้น้ำเข้ามาร่วมในการบริหารจัดการน้ำ

นิพนธ์ กล่าวว่า รัฐต้องเร่งแก้ไขเรื่องการบริหารจัดการน้ำ เพราะปีหน้าไทยจะเผชิญปัญหาภัยแล้งที่หนักสุดในรอบ 50 ปี

จากการวิจัยพบว่า ในพื้นที่ที่มีกลุ่มผู้ใช้น้ำจะมีการจัดสรรน้ำอย่างเป็นธรรม และการกระจายน้ำและการใช้น้ำมีประสิทธิภาพ แต่ปัจจุบันยังไม่มีการส่งเสริมอย่างจริงจัง รัฐยังขาดกฎหมายและงบประมาณมารองรับ

ขณะที่ปัญหาสำคัญของกลุ่มผู้ใช้น้ำ คือ คณะกรรมการลุ่มน้ำระดับชาติ และระดับชุมชน ยังขาดการเชื่อมต่อกลุ่มผู้ใช้น้ำในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

ส่วนการบริหารจัดการน้ำของกรมชลประทานมีจุดอ่อน คือ การรวมศูนย์ หากรัฐต้องการกระจายอำนาจการจัดการน้ำอย่างแท้จริง จะต้องสร้างความเข้มแข็งให้กลุ่มผู้ใช้น้ำ และการสนับสนุนให้กลุ่มผู้ใช้น้ำ (JMC) จากจังหวัดที่มีปัญหาร่วมกัน หันมารวมกลุ่มกันบริหารจัดการน้ำด้วยตนเอง

ทั้งนี้ ทีดีอาร์ไอสำรวจผู้ใช้น้ำที่เป็นสมาชิก กรรมการกลุ่มผู้ใช้น้ำรวม 590 คน จาก 114 กลุ่ม เป็นกลุ่มผู้ใช้น้ำ 20 กลุ่ม ใน 12 จังหวัดภาคกลาง พบว่า กลุ่มผู้ใช้น้ำ 68% ได้ประโยชน์มากขึ้น มีน้ำใช้กันสม่ำเสมอ 47% สามารถแก้ปัญหาขาดแคลนน้ำได้ดี 70% สามารถลดความขัดแย้งระหว่างกลุ่มผู้ใช้น้ำ และผู้ใช้น้ำที่มีความพอใจมากต่อผลงานกลุ่มยังมีเพียง 15.6% ส่วนใหญ่ 64.6% มีความพอใจ

จุดอ่อนของกลุ่มผู้ใช้น้ำ พบว่า มีปัญหาว่ามีกลุ่มที่เข้มแข็งน้อยอาจมีเพียง 19-32 กลุ่ม ในภาคกลาง คิดเป็น 2-3.5% เนื่องจากการขาดกลไกติดตามงาน มีการจัดน้ำแบบเล่นพรรคเล่นพวก ขาดงบประมาณ และขาดกฎหมายรองรับ

ทีดีอาร์ไอ จึงเสนอให้ 1.ออกกฎหมายทรัพยากรน้ำแห่งชาติที่เน้นการกระจายอำนาจ และการจัดการแบบมีส่วนร่วม โดยมีการตั้งกลุ่มผู้ใช้น้ำในท้องถิ่น สนับสนุนให้ อปท.กับกลุ่มผู้ใช้น้ำร่วมมือกันจัดการน้ำร่วมกัน การบริหารในภาวะวิกฤตจะต้องบังคับบัญชาโดยนายกรัฐมนตรี

2.ต้องวางแผนการใช้ที่ดิน การจัดการน้ำท่วม รัฐต้องมีกฎหมายการใช้ที่ดิน จัดผังเมือง มีคณะกรรมการนโยบายมาขับเคลื่อน

3.หน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง กลุ่มประชาสังคม นักวิชาการ ให้คำแนะนำเกษตรกรในการปรับตัว หรือการเปลี่ยนการปลูกพืช ศึกษาและพัฒนาพันธุ์พืชที่ทนแล้งและทนน้ำท่วม ช่วยเหลือเกษตรกรในการปรับปรุงหรือเปลี่ยนอาชีพ เช่น การให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน