
ทำธุรกิจให้ง่ายขึ้น
ทำธุรกิจให้ง่ายขึ้น
ในช่วงเดือน ม.ค. 2559 นี้ ธนาคารโลกจะเข้ามาประเมินจัด “อันดับความยาก-ง่ายในการทำธุรกิจ (Ease of Doing Business)” เรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญในการตัดสินใจเข้ามาลงทุนของต่างชาติ ซึ่งในปี 2557 ประเทศไทยถูกจัดให้อยู่อันดับ 26 ของประเทศที่ง่ายต่อการทำธุรกิจ จาก 189 ประเทศทั่วโลก ในขณะที่สิงคโปร์ยังครองแชมป์อันดับหนึ่งติดต่อกันมา 8 ปี และมาเลเซียยังมีอันดับความยากง่ายการลงทุนที่ดีกว่าไทย
สําหรับการจัดอันดับความยากง่ายหรือความสะดวกในการประกอบธุรกิจจะมีดัชนีชี้วัด 10 ด้าน ประกอบด้วย 1.การเริ่มต้นธุรกิจ 2.การขออนุญาตก่อสร้าง 3.การขอใช้ไฟฟ้า 4.การจดทะเบียนทรัพย์สิน 5.การได้รับสินเชื่อ 6.การคุ้มครองผู้ลงทุน 7.การชําระภาษี 8.การค้าระหว่างประเทศ 9.การบังคับให้เป็นไปตามข้อตกลง และ 10.การแก้ปัญหาล้มละลาย
รัฐบาลพยายามให้ความสำคัญกับการสร้างภาพลักษณ์ให้ไทยน่าลงทุน โดยล่าสุด นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้นายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เป็นแม่งานที่จะหารือกับเอกชนแก้ปัญหาความยาก-ง่ายในการทำธุรกิจ
ในขณะที่ภาคเอกชนมีข้อเสนอ 6 ประเด็นหลัก เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ได้แก่
1) “การจัดตั้งธุรกิจ” ขอให้ลดระยะเวลาการอนุมัติขอจาก 21 วัน เหลือ 1 วัน
2) “การขออนุญาตก่อสร้าง” ขอให้จัดตั้งศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ ลดระยะเวลาวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) จากเดิมที่ใช้เวลาถึง 6 เดือน
3) “การชำระภาษี” ลดความซ้ำซ้อน รวมถึงขอให้ยกเว้นภาษีการควบรวมกิจการ (M&A)
4) “การนำเข้า-ส่งออก” ลดระยะขั้นตอน และการตีความพิกัดสินค้าไม่ควรใช้ดุลพินิจเจ้าหน้าที่ แต่ควรกำหนดเป็นมาตรฐานเดียว
5) “การท่องเที่ยว” ในการทำ VISA Work Permit ขอให้เร่งผลักดัน Multiple VISA
และ 6) ข้อเสนออื่น ๆ อาทิ ขอให้แก้ไข พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร เพื่อให้ธนาคารสามารถเชื่อมข้อมูลได้ ในการตรวจสอบและยืนยันตัวตน
ไม่เพียงเท่านี้ ยังมีโจทย์หินอีกหลายข้อที่ไทยจะต้องสอบให้ผ่านและให้ได้คะแนนดีขึ้น ไม่ว่าจะเป็น อันดับความน่าเชื่อถือ (เรตติ้ง) อันดับขีดความสามารถการแข่งขัน รวมถึงการจัดอันดับคอร์รัปชั่นด้วย ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อภาพลักษณ์ไทย และเป็นปัจจัยหนึ่งที่นักลงทุนต่างชาติจะเข้ามาในไทย &O5532;







