
SME ไทยถึงเวลา Go Inter&Hitech
ในการทำธุรกิจ ถ้าเราขายสินค้าได้ราคาดีและจำนวนมากๆ แปลว่าเราก็จะได้กำไรมาก อีกทั้งถ้าเรามีกำไรมากๆ และต่อเนื่องยาวนาน ธุรกิจของเราก็จะมีโอกาสในการเติบโตมาก จากบริษัทเล็กก็จะกลายเป็นบริษัทใหญ่
ในการทำธุรกิจ ถ้าเราขายสินค้าได้ราคาดีและจำนวนมากๆ แปลว่าเราก็จะได้กำไรมาก อีกทั้งถ้าเรามีกำไรมากๆ และต่อเนื่องยาวนาน ธุรกิจของเราก็จะมีโอกาสในการเติบโตมาก จากบริษัทเล็กก็จะกลายเป็นบริษัทใหญ่
SME ของไทยในปัจจุบัน ส่วนใหญ่จะเป็นตรงกันข้าม กล่าวคือขายสินค้าหรือบริการได้ในราคาไม่ดีนักและขายได้ในจำนวนน้อย อีกทั้งล้มหายตายจากเร็ว จึงไม่ค่อยมีโอกาสเติบโตเป็นบริษัทขนาดใหญ่ได้
SME ไทยกว่าร้อยละ 80 อยู่ในภาคบริการ ซึ่งรวมถึงธุรกิจค้าปลีกค้าส่ง ธุรกิจอาหาร ภัตตาคาร ท่องเที่ยว เป็นต้น (รายงานสถานการณ์วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ปี 2556, สสว.) SME ส่วนใหญ่มีขนาดเล็กและมีผลิตภาพค่อนข้างต่ำ) เมื่อเทียบกับบริษัทขนาดใหญ่ (SME Agenda, Thailand Future Foundation) ทำให้มูลค่าเพิ่มที่ได้จากสินค้าและบริการไม่สูงมาก ซึ่งแปลว่าขายได้ในราคาที่ไม่ดี หรืออัตรากำไรของสินค้าต่ำเมื่อเทียบกับบริษัทขนาดใหญ่
ถ้ามองลึกลงไปอีกถึงสาเหตุ ก็จะพบว่า SME ไทยส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีนวัตกรรมใหม่ๆ งานศึกษาของ GEM THAILAND ในปี 2557 พบว่ามีผู้ประกอบการไทยเพียงร้อยละ 12 เท่านั้น ที่บอกว่ามีสินค้าและบริการใหม่ๆ เทียบกับตัวเลขเดียวกันของไต้หวันที่ร้อยละ 50 นอกจากนั้นยังพบว่าผู้ประกอบการไทยร้อยละ 88 ใช้เทคโนโลยีที่เก่าแก่กว่า 5 ปี ในการผลิตสินค้า
ในประเด็นด้านการขายให้ได้มากๆ นั้น ก็พบว่ามีผู้ประกอบการไทยเพียงร้อยละ 7 เท่านั้น ที่เข้าถึงตลาดต่างประเทศ หรือส่งออกไปตลาดต่างประเทศ เทียบกับประเทศสิงคโปร์ที่ผู้ประกอบการเข้าถึงตลาดต่างประเทศร้อยละ 85 (GEM THAILAND 2013) โอกาสที่ไทยจะขยายยอดขายให้ใหญ่โตมากๆ จึงถูกจำกัดด้วยขนาดของตลาดสินค้าที่เล็ก เพราะขายกันภายในประเทศเป็นส่วนใหญ่เท่านั้น
ปัญหาอยู่ที่ตัว SME ไทยเราเองที่ไม่สามารถปรับตัวให้อยู่รอดได้ ในภาวะที่มีวงจรชีวิตของสินค้าและบริการในปัจจุบันที่สั้นลงมากๆ เมื่อเทียบกับอดีต หากเจ้าของกิจการไม่สามารถปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสินค้าและบริการให้ตอบสนองสภาพตลาดที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วได้ ก็จะต้องล้มหายตายจากไปไม่สามารถเติบใหญ่ได้
นโยบายรัฐบาลที่มุ่งสร้างการค้าชายแดนและส่งเสริมการลงทุนใน AEC จะเป็นก้าวย่างสำคัญที่จะทำให้ตลาด SME ขยายขอบเขตใหญ่ขึ้น ในขณะที่การให้ความสำคัญกับการวิจัยพัฒนาเพื่อสร้างนวัตกรรมสินค้าใหม่ๆ และการสนับสนุนผู้ประกอบการรายย่อยผ่านกองทุนหมู่บ้านและธนาคารรัฐ จะส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยมีโอกาสเข้าถึงแหล่งทุนในการสร้างสินค้าและบริการใหม่ๆ และสร้างธุรกิจให้สามารถอยู่รอดได้ ในภาวะที่ตลาดเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว
SME ไทยต้องให้ความสำคัญกับการคิดถึงความต้องการของผู้บริโภคหรือลูกค้ามากขึ้นไม่เฉพาะความต้องการในปัจจุบันเท่านั้น แต่ต้องให้ความสำคัญกับความต้องการในอนาคตด้วย และหาหนทางที่จะตอบสนองความต้องการนั้นๆ ให้เหนือกว่า และดีกว่าคู่แข่ง การติดตามข้อมูลข่าวสารของคู่แข่ง การคิดวิเคราะห์แนวโน้มความต้องการของลูกค้า นำไปสู่การวิจัยและพัฒนา ซึ่งได้แก่ การนำเข้าเทคโนโลยีใหม่ๆ เข้ามาแก้ปัญหาของลูกค้า หรือตอบสนองลูกค้าให้มากขึ้นให้ดีขึ้น ก็จะเป็นหนทางที่ทำให้ SME สามารถมีสินค้าบริการที่ไม่ตกยุคและขายได้ราคาดี อันจะทำให้ SME ปรับตัวอยู่รอดในสภาพทางธุรกิจยุคปัจจุบันได้
สำหรับนักลงทุนไทย การลงทุนในธุรกิจเกิดใหม่ หรือธุรกิจที่เกิดแล้วแต่ต้องการเงินทุนเพื่อการเติบโตอย่างก้าวกระโดด เป็นสิ่งที่ค่อนข้างใหม่และท้าทาย ผลตอบแทนที่สูงมากเป็น 5 เท่า หรือ 10 เท่า ของเงินลงทุนเริ่มแรก เป็นสิ่งดึงดูดใจนักลงทุนรายใหญ่หลายรายให้เข้าสู่การลงทุนประเภท Venture Capital หรือ Private Equity
เมื่อรัฐบาลมีนโยบายสนับสนุน SME ในขณะนี้ ก็เป็นโอกาสอันดีที่นักลงทุนไทยจะได้ให้ความสนใจกับธุรกิจ SME ที่มีศักยภาพ ในฐานะที่เป็นอีก Asset Class หนึ่งที่น่าสนใจ
การส่งเสริมทั้งจากภาครัฐและเอกชนให้ SME ไทย Go Inter และ Hitech จะเป็นธุรกรรมที่ได้ทั้งเงินและได้ทั้งประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย







