
ผู้ประกอบการรายเล็กลุยบุกตลาดอสังหา
ผู้ประกอบการรายเล็กเดินหน้าบุกตลาดอสังหา ทั้งกลุ่มธุรกิจสิ่งทอ-ผู้รับเหมารายย่อย เน้นพัฒนาโครงการขนาดเล็ก เจาะทำเลชุมชนหวังปิดการขายไว
ผู้ประกอบการรายเล็กเดินหน้าบุกตลาดอสังหา ทั้งกลุ่มธุรกิจสิ่งทอ-ผู้รับเหมารายย่อย เน้นพัฒนาโครงการขนาดเล็ก เจาะทำเลชุมชนหวังปิดการขายไว
นางพรพิไร นิจวิโรจน์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท เดอะ พร็อพเพอร์ตี้ เอ. เปิดเผยว่าบริษัทมีฐานธุรกิจสิ่งทอเพื่อการส่งออก ได้ให้ความสำคัญกับการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น โดยเน้นพัฒนาโครงการคอนโดมิเนียมในย่านพหลโยธิน เป็นหลักซึ่งบริษัทได้พัฒนามาแล้ว 3 โครงการ ได้แก่เดอะซิลค์ พหลโยธิน 3 เดอะ ซิลค์ พหลโยธิน อารีย์ 2 มูลค่ารวม 800 ล้านบาท ปัจจุบันได้ปิดการขายแล้ว ล่าสุดได้เปิดขายโครงการซิลค์ สนามเป้า คอนโดมิเนียม สูง 8ชั้นจำนวน 95 ยูนิต ขนาด 38-77 ตร.ม. ราคาเริ่มต้น 2.9 ล้านบาท มูลค่า 400 ล้านบาท เมื่อต้นเดือนก.ค.ที่ผ่านมา ปัจจุบันมียอดขายแล้ว 90% คาดว่าจะสามารถปิดการขายได้ในเร็วๆนี้
“แม้ว่าบริษัทจะไม่ใช่เป็นผู้พัฒนาอสังหาฯรายใหญ่ แต่ลูกค้าก็ให้ความเชื่อถือ เนื่องจากความต้องการที่อยู่อาศัยประเภทคอนโดมิเนียมใกล้แนวรถไฟฟ้ายังมีอยู่มาก เพราะสะดวกในการเดินทาง รวมไปถึงกลุ่มลูกค้าที่ต้องการซื้ออสังหาไว้ลงทุน ทั้งขายต่อและปล่อยเช่า ซึ่งในช่วงครึ่งปีหลังบริษัทอยู่ระหว่างหาซื้อที่ดิน เพื่อพัฒนาอีก 1 โครงการ” ขณะเดียวกันบริษัทยังเข้าไปรับบริหารการขายโครงการอสังหาฯ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ 5 โครงการมูลค่า 1,500 ล้านบาท
ด้านน.ส.สมสกุล หลิมศุทธพรรณ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ สายงานบริหารสินทรัพย์ บริษัท พลัส พร็อพเพอร์ตี้ เปิดเผยว่าปัจจุบันมีกลุ่มผู้รับเหมารายย่อยสนใจเข้ามาเป็นผู้พัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น เห็นได้จากโครงการใหม่ที่บริษัทรับบริหารงานขาย โดยในครึ่งปีแรก บริษัทมีโครงการที่รับบริหารการขายแล้ว 2 โครงการ มูลค่ารวม 1,000 ล้านบาท ล่าสุดมีโครงการที่รับงานอีก 4 โครงการ มูลค่า 2,500 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 โครงการในกรุงเทพฯและ 1 โครงการที่หัวหิน ซึ่งทั้งปีคาดว่าจะรับบริหาร 10 โครงการ มูลค่ารวม 8,000 ล้านบาท จากปีก่อนที่บริษัทรับบริหารงานขาย 9 โครงการ ที่ส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดเล็ก มูลค่าโครงการรวม 4,000 ล้านบาท
สำหรับมูลค่าตลาดรวมธุรกิจตัวแทนขายโครงการนั้นยังไม่มีหน่วยนงานกลางใดเก็บข้อมูลไว้ชัดเจน แต่หากพิจารณาส่วนแบ่งการตลาดงานขายโครงการตามเมืองตากอากาศ อาทิ หัวหิน และภูเก็ต บริษัทฯสามารถครองส่วนแบ่งได้ 13% จากตลาดรวมของทั้งสองพื้นที่ โดยโครงการที่พักอาศัยส่วนใหญ่เป็นโครงการขนาดเล็กที่เจ้าของโครงการมักดำเนินการขายเอง







