
‘เทวินทร์’ประเดิม รื้อแผนลงทุนปตท.
ในสถานการณ์ราคาน้ำมันขาลง ทำให้บริษัทพลังงานทั่วโลกต่างปรับตัว ล่าสุด นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. เปิดเผยวิสัยทัศน์ในฐานะซีอีโอ ปตท. ว่า ได้วางเป้าหมายการทำงานในช่วง 3 ปี ภายใต้นโยบาย 4 ด้าน คือ “เพียงพอ ทั่วถึง เป็นธรรมและยั่งยืน” เพื่อผลักดันให้ ปตท.เป็นองค์กรพลังงานของชาติที่ยั่งยืนของไทย
ในสถานการณ์ราคาน้ำมันขาลง ทำให้บริษัทพลังงานทั่วโลกต่างปรับตัว ล่าสุด นายเทวินทร์ วงศ์วานิช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ปตท. เปิดเผยวิสัยทัศน์ในฐานะซีอีโอ ปตท. ว่า ได้วางเป้าหมายการทำงานในช่วง 3 ปี ภายใต้นโยบาย 4 ด้าน คือ “เพียงพอ ทั่วถึง เป็นธรรมและยั่งยืน” เพื่อผลักดันให้ ปตท.เป็นองค์กรพลังงานของชาติที่ยั่งยืนของไทย
“นโยบายเรื่องเพียงพอ จะเน้นจัดหาจากการสำรวจ พัฒนา ผลิต และนำเข้าตอบสนองความต้องการในประเทศ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน อาทิ ท่อก๊าซ คลังก๊าซ คลังน้ำมัน สถานีบริการน้ำมันทั่วประเทศ และดูแลต้นทุนจัดหาน้ำมันและก๊าซให้เป็นไปตามกลไกตลาดและมีความสมดุล” นายเทวินทร์ กล่าว
นายเทวินทร์ ระบุว่า ปตท.อยู่ระหว่างทบทวนแผนลงทุนและแผนธุรกิจในระยะยาว เพื่อให้สอดคล้องกับราคาน้ำมันที่ลดต่ำลงกว่าที่เคยคาดการณ์ไว้ โดยได้จัดทำสมมติฐานระดับราคาน้ำมันไว้ 3 กรณี คือ ราคา 30 50 และ 60 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล รวมทั้งประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อใช้อ้างอิงในการทำแผนธุรกิจ ก่อนจะประกาศแผนลงทุนใหม่ในเดือน ม.ค.ปีหน้า
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ ปตท.ประเมินว่าทิศทางราคาน้ำมันดิบจะอยู่ที่ระดับเฉลี่ย 50 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ไปจนถึงปีหน้า และจะเพิ่มขึ้นแตะระดับ 60-70 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ในช่วง 3-4 ปีข้างหน้า
“ในช่วงที่ผ่านมาสถานการณ์ราคาน้ำมันผันผวนจากปัจจัยปริมาณการผลิตน้ำมันที่ล้นตลาด โดยเฉพาะแหล่งน้ำมันจากเชลออยล์ แม้ว่าความต้องการใช้น้ำมันจะมีการขยายตัวต่อเนื่องก็ตาม และผลจากราคาน้ำมันที่ลดลงบวกกับการปรับระบบฐานบัญชีของกลุ่ม ปตท. ทำให้คาดว่ารายได้ปีนี้จะลดลงไม่ต่ำกว่า 20% จากปีที่แล้วมีรายได้ 2.86 ล้านล้านบาท” นายเทวินทร์ กล่าว
นายเทวินทร์ กล่าวถึงแผนลงทุนในต่างประเทศ ว่า ปตท.มีแผนชัดเจนที่จะขายธุรกิจปาล์มน้ำมันทั้งหมด ส่วนธุรกิจถ่านหินในอินโดนีเซียอยู่ระหว่างทบทวนว่าควรลงทุนต่อหรือชะลอการพัฒนา เนื่องจากทิศทางราคาถ่านหินเริ่มลดลง แต่ ปตท.จะมองหาโอกาสเข้าไปซื้อกิจการสำรวจและผลิตปิโตรเลียมที่ได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันที่ต่ำลง
นอกจากนี้ ปตท.จะลดบทบาทการเป็นผู้จำหน่ายก๊าซธรรมชาติสำหรับยานยนต์ (เอ็นจีวี) และเปิดโอกาสให้เอกชนเข้ามาลงทุนขยายปั๊มเอ็นจีวีมากขึ้น โดย ปตท.จะเป็นผู้จำหน่ายก๊าซตามแนวท่ออย่างเดียว เพื่อลดข้อครหาผูกขาดธุรกิจก๊าซ รวมทั้งจะทำความเข้าใจกับสังคมที่ได้รับข้อมูลที่คลาดเคลื่อนด้านพลังงาน







