
‘เจตาแบค’ระดมทุน เล็งยื่นไฟลิ่ง20ต.ค.
เจตาแบคพร้อมเทรดไตรมาสแรกปีหน้า ชูจุดเด่นผู้นำเครื่องกำเนิดไอน้ำอาเซียน
เจตาแบคพร้อมเทรดไตรมาสแรกปีหน้า ชูจุดเด่นผู้นำเครื่องกำเนิดไอน้ำอาเซียน
นายสมภพ ศักดิ์พันธ์พนม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท แอสเซท โปร แมเนจเม้นท์ (APM) เปิดเผยว่า บริษัทได้รับการแต่งตั้งเป็นที่ปรึกษาทางการเงินของบริษัท เจตาแบค (GTB) ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องกำเนิดไอน้ำ ระบบเผาไหม้ งานวิศวกรรมพลังงานความร้อน อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้อง และงานบริการเกี่ยวกับเครื่องกำเนิดไอน้ำ เพื่อเสนอขายหุ้นให้กับประชาชน (ไอพีโอ) และเข้าตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ในไตรมาสแรกปี 2559 ยื่นไฟลิ่งวันที่ 20 ต.ค.นี้
จุดเด่นของ GTB คือเป็นผู้นำธุรกิจนี้ของภูมิภาคอาเซียน ซึ่งปัจจุบันมีผู้ประกอบการเพียง 4 ราย มีประสบการณ์ถึง 32 ปี ผลิตสินค้าที่มีมาตรฐานและคุณภาพสูง ได้รับการรับรองจาก ISO มีโรงงานพร้อม 2 แห่งที่ อ.บางพลี และ จ.ระยอง มีอัตราหนี้สินต่อทุน (ดีอี) ที่ต่ำเพียงประมาณ 1 เท่า
ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามียอดขายระหว่าง 800-1,000 ล้านบาท/ปี เติบโตเฉลี่ยประมาณ 10% ต่อปี มูลค่าตลาดในประเทศประมาณ 1 หมื่นล้านบาท และธุรกิจยังจะได้รับประโยชน์จากการขยายตัวของภาคอุตสาหกรรมและการลงทุนในระบบโครงสร้างพื้นฐานด้วย บริษัทมีนโยบายปันผลไม่น้อยกว่า 40% ของกำไรสุทธิ
ปัจจุบัน GTB มีทุนจดทะเบียน 240 ล้านบาท จำนวน 720 ล้านหุ้น มูลค่าที่ตราไว้ (พาร์) หุ้นละ 0.25 บาท เป็นทุนชำระแล้ว 180 ล้านบาท มีแผนจะขายไอพีโอจำนวน 240 ล้านหุ้น
นายสุชาติ มงคลอารีย์พงษ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร GTB กล่าวว่า บริษัทตั้งรายได้ในปี 2558 และใน 3-5 ปีข้างหน้าจะเติบโตประมาณ 10% ต่อปี บริษัทมีกลุ่มลูกค้ากระจายหลากหลายอุตสาหกรรมที่ใช้เครื่องกำเนิดไอน้ำ ถือเป็นอุปกรณ์ที่สำคัญในกระบวนการผลิตภาคอุตสาหกรรมทั้งขนาดใหญ่จนถึงขนาดเล็ก ไม่ว่าจะเป็นอาหาร เครื่องดื่ม เครื่องนุ่งห่ม รถยนต์ เหล็ก กระดาษ น้ำตาล ตลอดจนกลุ่มที่สลับซับซ้อนใช้เทคนิคสูง โรงไฟฟ้า ปิโตรเคมี โรงกลั่น
การใช้เงินไอพีโอ 200 ล้านบาท เพื่อขยายกำลังการผลิตเท่าตัว จาก 1,000 ตัน/ปี คาดเสร็จปลายปี 2559 ลงทุนโปรแกรมด้านวิศวกรรมออกแบบ เพิ่มความสามารถในการรับงานโครงการขนาดใหญ่ 1,000 ล้านบาท เปิดสำนักงานขายในอินโดนีเซียและเวียดนาม โดยใน 5 ปีข้างหน้าจะเพิ่มรายได้ต่างประเทศเป็น 30% จากปัจจุบันที่ 20% ของรายได้รวม รักษาอัตรา กำไรสุทธิไว้ที่ประมาณ 10% และอัตรากำไรขั้นต้นไว้ที่ประมาณ 20% ใกล้เคียงกับปัจจุบัน







