posttoday
Quantitative Tightening (QT) คืออะไร?

Quantitative Tightening (QT) คืออะไร?

01 ตุลาคม 2558

Quantitative Tightening (QT) คือ ภาวะที่เงินทุน สำรองระหว่างประเทศ (Foreign Exchange Reserves) ของธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวโน้มลดลง

Quantitative Tightening (QT) คือ ภาวะที่เงินทุน สำรองระหว่างประเทศ (Foreign Exchange Reserves) ของธนาคารกลางทั่วโลกมีแนวโน้มลดลง ซึ่งสินทรัพย์เหล่านี้มักอยู่ในรูปของตราสารหนี้ความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ดังนั้น การลดลงของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจึงอาจทำให้เกิดแรงขายในตลาดพันธบัตร และส่งผลให้ อัตราการกู้ยืมทั่วโลกปรับเพิ่มขึ้น และภาวะการเงินตึงตัวขึ้นในที่สุด

ดังนั้น QT จึงอาจส่งผลตรงกันข้ามกับ QE ซึ่งก็คือการที่ธนาคารกลาง “พิมพ์เงิน” และนำไปซื้อสินทรัพย์ในประเทศตน เพื่อเพิ่มปริมาณเงินและกดต้นทุนการกู้ยืมในประเทศให้ต่ำลง ด้วยหวังว่าสภาพคล่องที่สูงและต้นทุนการเงินที่ต่ำ จะช่วยกระตุ้นการบริโภคและการลงทุน และช่วยให้เศรษฐกิจฟื้นตัว

ทำไมเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจึงมีแนวโน้มลดลง?

นับตั้งแต่ช่วงกลางปี 2014 ปริมาณเงินทุนสำรองระหว่างประเทศของโลกลดลงราว 6 แสนล้านเหรียญสหรัฐ จากจุดสูงสุดที่ประมาณ 12 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 11.4 ล้านล้านเหรียญสหรัฐในปัจจุบัน เนื่องจาก 5 ปัจจัยหลัก ได้แก่

การแทรกแซงค่าเงินหยวนของจีน ธนาคารกลางจีนประกาศลดค่าเงินหยวนลง 1.9% เมื่อวันที่ 11 ส.ค. และปรับวิธีกำหนดอัตราแลกเปลี่ยนให้เป็นไปตามกลไกตลาดมากขึ้น นับตั้งแต่นั้นมา ทำให้ค่าเงินหยวนผันผวนและมีแนวโน้มอ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว ทางการจีนจึงทำการแทรกแซงค่าเงินเพื่อควบคุมไม่ให้เงินหยวนอ่อนค่าเร็วเกินไปจนเกิดปัญหาการเงินทุนไหลออก โดยธนาคารกลางจะขายเงินสกุลต่างประเทศ (ดอลลาร์) และซื้อเงินหยวนคืน ทำให้เงินดอลลาร์ในมือของธนาคารกลางลดลง

การชะลอตัวของการค้าโลก การเติบโตของการค้าโลกชะลอตัวลงหลังวิกฤตเศรษฐกิจโลกในปี 2008 ซึ่งส่งผลให้การส่งออกและ/หรือดุลบัญชีเดินสะพัดของหลายประเทศในเอเชีย เช่น ไทย ไต้หวัน เกาหลีใต้ ฯลฯ มีแนวโน้มลดลง และทำให้เงินทุนสำรองของประเทศเหล่านี้มีแนวโน้มทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นช้าลงเมื่อเทียบกับช่วงปี 2000-2007 ที่การค้าโลกเติบโตอย่างรวดเร็วท่ามกลางกระแสโลกาภิวัตน์

การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ การปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันและสินค้าโภคภัณฑ์ในช่วงครึ่งหลังของปี 2014 ส่งผลให้หลายประเทศที่พึ่งพาการส่งออกสินค้าโภคภัณฑ์ประสบปัญหาการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งทำให้ทุนสำรองระหว่างประเทศลดลง

ภาวะเงินทุนไหลออกจาก
ตลาดเกิดใหม่ เนื่องจากแนวโน้มการแข็งค่าของดอลลาร์และการขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐ ซึ่งทำให้กระแสเงินทุนเคลื่อนย้ายมีแนวโน้มไหลกลับไปยังสหรัฐ โดยก่อนหน้านี้ในช่วงปี 2008-2013 ที่สหรัฐมีการทำ QE เพื่อกดดอกเบี้ยให้ต่ำ และส่งผลให้ค่าเงินดอลลาร์อ่อนค่าลงต่อเนื่อง กระแสเงินทุนเคลื่อนย้าย (Carry Trade) จึงมีการกู้เงินจากสหรัฐ ซึ่งดอกเบี้ยต่ำ มาลงทุนในตลาดเกิดใหม่ ซึ่งให้ดอกเบี้ยสูงกว่า และค่าเงินมีแนวโน้มแข็งค่าเทียบกับดอลลาร์ มาจนถึงปัจจุบันที่การขึ้นดอกเบี้ยของสหรัฐเริ่มใกล้เข้ามา และค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่องเมื่อเทียบค่าเงินในตลาดเกิดใหม่ เงินทุนเคลื่อนย้ายจึงไหลออกจากตลาดเกิดใหม่กลับไปยังสหรัฐ

การลดการแทรกแซงค่าเงินของธนาคารกลางสวิสและญี่ปุ่น ธนาคารกลางญี่ปุ่น (BoJ) และธนาคารกลางสวิส (SNB) เคยแทรกแซงค่าเงินในช่วงที่โลกมีวิกฤตเศรษฐกิจ เพื่อป้องกันไม่ให้ค่าเงินของตนเองแข็งค่ามากเกินไป เนื่องจากค่าเงินทั้งสองนับเป็นสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven Assets) ซึ่งมักแข็งค่าขึ้นเมื่อเกิดวิกฤตเศรษฐกิจโลก เช่น ในช่วงปี 2011 ที่ยุโรปประสบปัญหาหนี้สาธารณะ ค่าเงินสวิสฟรังก์แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็วเทียบกับยูโร จนทำให้ SNB ต้องประกาศตรึงค่า เงินฟรังก์ และทำให้ทุนสำรองของ SNB เพิ่มขึ้น แต่หลังจากวิกฤตเริ่มคลี่คลาย SNB ก็ประกาศยกเลิกการตรึงค่าเงิน ทำให้การสะสมทุนสำรองเริ่มทรงตัว ส่วนในญี่ปุ่น BoJ ได้เริ่มใช้มาตรการ QE ในปี 2013 ทำให้ความจำเป็นในการแทรก แซงค่าเงินเยนลดลง

ผลกระทบต่อการลงทุนในระยะสั้นน่าจะมีจำกัด

ธนาคารกลางประเทศต่างๆ มักอยู่ในรูปของการลงทุนใน ตราสารหนี้ความเสี่ยงต่ำ เช่น พันธบัตรรัฐบาลของสหรัฐ ยุโรป และญี่ปุ่น ดังนั้น การลดลงของเงินทุนสำรองระหว่างประเทศจึงอาจส่งผลให้ความต้องการลงทุนในพันธบัตรของโลกลดลง และส่งผลให้ Yield พันธบัตรของประเทศ หลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสหรัฐที่พันธบัตรจำนวนกว่าครึ่งถือครองโดยนักลงทุนต่างชาติมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น และส่งผลให้ภาวะการเงินในสหรัฐตึงตัวขึ้นในที่สุด

อย่างไรก็ดี การลดลงของทุนสำรองระหว่างประเทศนั้นอาจไม่ส่งผลกระทบต่อการลงทุนในระยะสั้นมากนัก เนื่องจากการขายพันธบัตรจากธนาคารกลางไม่ได้ทำให้สภาพคล่องของโลกลดลง เพียงแต่เป็นการเปลี่ยนมือจากธนาคารกลางไปสู่มือของนักลงทุนประเภทอื่น ซึ่งในที่สุดแล้วก็ต้องนำเงินจำนวนนั้นกลับไปลงทุนในสินทรัพย์ประเภทใดประเภทหนึ่งอยู่ดี ยิ่งไปกว่านั้นในภาวะปัจจุบันที่ธนาคารกลางทั้งในญี่ปุ่นและยุโรป ยังคงอัดฉีดสภาพคล่องเพื่อกระตุ้นเงินเฟ้อและการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง สภาพคล่องของโลกจึงยังมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น และกดดัน Yield ในตลาดพันธบัตรให้ไม่ปรับตัวสูงขึ้นจากนี้มากนัก

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน