
หุ้นไทย ยังไม่น่าสนใจ
สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล
สานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล
ประมาณการอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ในไตรมาส 3 ของสหรัฐที่สูงกว่าคาด ทำให้นักลงทุนกังวลกับการขึ้นดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) ซึ่งเพิ่มความเสี่ยงสำหรับการลงทุนระยะสั้นในตลาดหุ้นทั่วโลกกันมากขึ้น
ส่วนทางฝั่งไทยเอง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ปรับลดคาดการณ์จีดีพีและหั่นเป้าการส่งออก ทำให้เรายังมองการลงทุนในหุ้นไทยในระยะสั้น-กลางไม่ดีนัก จึงแนะนำขายทำกำไรที่ดัชนี 1,400-1,410 จุด และพักเงินในกองทุน Money Market
ส่วนการลงทุนระยะยาวแนะนำลงทุนในตลาดหุ้นยุโรป จีน และญี่ปุ่น และสามารถกระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนในกองทุนรวมอสังหาริมทรัพย์ ส่วนกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) แนะนำเข้าซื้อที่แนวรับ 1,340 จุด
สรุปภาพรวมตลาดสัปดาห์ที่แล้ว
สิ้นสัปดาห์ที่แล้ว สหรัฐออกมาประกาศคาดการณ์จีดีพี ไตรมาส 3 ด้วยตัวเลข 3.9% ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ที่ 3.7% นับเป็นสัญญาณบ่งชี้ภาวะเศรษฐกิจของสหรัฐที่ดูแข็งแกร่งขึ้น ซึ่งสวนทางกับประเทศไทยที่ ธปท. ได้ออกมาประกาศหั่นคาดการณ์ GDP จาก 3.0% เหลือ 2.7% และตัวเลขดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ ( PMI ) จากทั่วโลกที่ทยอยออกมาตั้งแต่วันจันทร์-พฤหัสบดี ด้วยตัวเลขที่ตํ่ากว่าคาด ตลาดหุ้นทั่วโลกต่างก็ย่อตัวลงอีกครั้งในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา
ตลาดหุ้นทั่วโลกมีโอกาสปรับตัวลง
ยุโรป-จีน ยังน่าสนใจในระยะยาว
ตลาดหุ้นสหรัฐ : ด้วยตัวเลขประมาณการจีดีพีไตรมาส 3 ของสหรัฐที่ 3.9% ซึ่งสูงกว่าคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ที่ 3.7% ทำให้นักลงทุนต่างกังวลเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยของเฟดกันมากขึ้น ดังนั้น เราแนะนำชะลอการลงทุนเพิ่มในกองทุนหุ้นสหรัฐออกไปก่อน
ตลาดหุ้นจีน : ตัวเลข PMI ภาคการผลิตที่ออกมาล่าสุดยังคงตํ่ากว่าคาดการณ์ บวกกับความกังวลเกี่ยวกับการขึ้นดอกเบี้ยของเฟด อาจทำให้เงินไหลออกจากตลาดหุ้นจีนในสัปดาห์นี้ อย่างไรก็ตาม ด้วยสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ที่ตํ่ากว่า 10 เท่าของตลาดฮั่งเส็ง และโอกาสในการเติบโตของเศรษฐกิจในระยะยาวของจีนที่ยังถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี เราจึงยังคงแนะนำเข้าทยอยลงทุนในกองทุนหุ้น H-share
ตลาดหุ้นยุโรป : สัปดาห์ที่แล้ว แม้ PMI ของยูโรโซนและเยอรมนีออกมาถึงไม่ได้สวยหรูดูดีเกินคาด แต่ก็ยังอยู่ในเกณฑ์ที่บ่งชี้ว่าเศรษฐกิจยังคงขยายตัว ทำให้ธนาคารกลางยุโรป
(อีซีบี) ไม่จำเป็นต้องออกมาเพิ่มเม็ดเงินมาตรการผ่อนคลายเชิงปริมาณ (คิวอี) ในระยะยาวแล้ว จึงยังคงมุมมองบวก แนะนำทยอยลงทุนในกองทุนหุ้นยุโรปอย่างต่อเนื่อง
ตลาดหุ้นญี่ปุ่น : รัฐบาลญี่ปุ่นเตรียมมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม และเตรียมพร้อมที่จะช่วยเหลือทางเศรษฐกิจ ถ้าเงินเฟ้อมีการปรับตัวลดลงไป หรือไม่ถึงเป้าที่ตั้งไว้ และยังคงกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติมด้วยการเพิ่มเม็ดเงินคิวอี ทำให้เรายังเห็น Upside แต่จากราคาหุ้นที่ปรับตัวขึ้นมามากแล้ว เราจึงแนะนำทยอยลงทุนในหุ้นญี่ปุ่นแบบ DCA เพื่อลดความผันผวนลง
การลงทุนระยะสั้น-กลาง
หุ้นไทยยังไม่น่าสนใจ
เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ประกาศลดคาดการณ์จีดีพีลงจาก 3.0% เหลือ 2.7% ส่งออกจาก -1.5% เป็น -5.0% จากเหตุผลด้านการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก นอกจากนี้ ตัวเลขจีดีพีของสหรัฐที่ออกมาดีเกินคาด ทำให้นักลงทุนกังวลกับการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด
อย่างไรก็ตาม เนื่องจากเงินทุนจากต่างชาติก็ได้ไหลออกไปมาแล้วในช่วงก่อนหน้า บวกกับการที่นักลงทุนในตลาดได้ Price-in กับภาวะเศรษฐกิจของไทยแล้วบางส่วน ทำให้เราคาดว่าตลาดหุ้นไทยอาจมีการย่อตัวลงเพียงเล็กน้อยในสัปดาห์นี้ แนะนำชะลอลงทุนในกองทุนหุ้นไทย และสามารถทยอยขายได้ที่ 1,400 จุด ส่วนกองทุนแอลทีเอฟและอาร์เอ็มเอฟ แนะนำทยอยซื้อที่แนวรับ 1,340 จุด
ราคาทองคำผันผวน
ราคานํ้ามันมีแนวโน้มขาขึ้น
ช่วงนี้อาจจะเห็นราคาทองคำถูกกดดันด้วยแนวโน้มของการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดอีกครั้ง ดังนั้น สัปดาห์นี้ราคาทองอาจผันผวนในขาลงได้ โดยอยู่ในกรอบ 1,125-1,145 เหรียญสหรัฐ/ออนซ์
เราคาดว่าราคาน้ำมันจะคงอยู่ในระดับตํ่าแบบนี้ต่อไป ถึงแม้ว่าแท่นขุดเจาะในสหรัฐจะลดลงไปพอสมควร และจีดีพีของสหรัฐปรับตัวดีขึ้น แต่กลุ่มโอเปกก็ยังคงการผลิตน้ำมันไว้เท่าเดิม เพื่อรักษาส่วนแบ่งทางการตลาด
เราแนะนำให้ชะลอลงทุนในกองทุนน้ำมันฯ ไปก่อน แต่แนะนำให้ขายทำกำไรที่ราคา 51 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล และตัดขาดทุนหากราคาตํ่ากว่า 45 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล







