
BH3-5ปีลุยลงทุนนอก
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์รับคนไข้ล้น ทุ่มงบ 5 ปี 1.1 หมื่นล้าน ลงทุนขยายพื้นที่บริการ
โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์รับคนไข้ล้น ทุ่มงบ 5 ปี 1.1 หมื่นล้าน ลงทุนขยายพื้นที่บริการ
นพ.นำ ตันธุวนิตย์ ผู้อำนวยการด้านบริหาร บริษัท โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ (BH) เปิดเผยว่า แผนในระยะ 3-5 ปีข้างหน้าบริษัทมีแผนศึกษาการลงทุนสร้างศูนย์วินิจฉัยโรคในต่างประเทศ เพื่อส่งตัวมารักษาต่อที่โรงพยาบาลในประเทศไทยซึ่งเป็นกลุ่มลูกค้าชาวต่างชาติที่ติดสัดส่วน 5 อันดับแรกที่มารับบริการรักษาของโรงพยาบาล
แผนดังกล่าวจะเกิดขึ้นหลังจากที่บริษัทได้มีการลงทุนก่อสร้างศูนย์วินิจฉัยโรคในประเทศเมียนมาเป็นที่แรก ซึ่งจะเริ่มเปิดให้บริการในช่วงปลายปี 2558 หรือต้นปี 2559 เพราะเป็นกลุ่มคนไข้ต่างชาติที่
เดินทางเข้ามารักษาที่โรงพยาบาลของบริษัทมากที่สุดของคนไข้ต่างชาติ
สำหรับประเทศที่เข้าศึกษาการลงทุนศูนย์วินิจฉัยโรคเพิ่ม ได้แก่ ลาว กัมพูชา รวมถึงกลุ่มประเทศในกลุ่มตะวันออกกลาง อาทิ กาตาร์ และสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์
“กลยุทธ์สร้างศูนย์วินิจฉัยโรคในต่างประเทศเพื่อเป็นบริการอำนวยความสะดวกกับกลุ่มลูกค้าต่างชาติประเทศหลักๆ ที่เดินทางมารักษาที่โรงพยาบาลของบริษัทในไทย ส่วนการศึกษาลงทุนเปิดโรงพยาบาลในกลุ่มประเทศอาเซียนมีการ พัฒนาตลอดแต่ยังไม่มีความชัดเจน” นพ.นำ กล่าว
ทั้งนี้ ปัจจุบันแนวโน้มคนไข้ต่างชาติที่เข้ารับบริการรักษาของโรงพยาบาลมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทำให้สถานที่ให้บริการในการรักษาโรคมีข้อจำกัดที่มีอัตราการใช้บริการเต็มตลอด ทั้งอาคารผู้ป่วยนอกที่สามารถรองรับคนไข้ได้ประมาณ 3,500-4,000 คน/วัน รวมถึงจำนวนเตียงปัจจุบันที่มีประมาณ 580 เตียง
นพ.นำ กล่าวว่า สำหรับแผนในระยะ 2-3 ปีข้างหน้ามีแผนจะขยายพื้นที่ในการให้บริการคนไข้
สำหรับในช่วง 5 ปี ระหว่างปี 2558-2562 บริษัทตั้งงบลงทุน รวมไว้ประมาณ 1.10 หมื่นล้านบาท โดยเงินลงทุนหลักจะใช้เพื่อลงทุนพัฒนาโครงการในที่ดิน 2 แปลงของบริษัทปัจจุบัน คือที่บริเวณถนนสุขุมวิทซอย 1 เพื่อเป็นอาคารจอดรถยนต์ อาคารบริการผู้ป่วยนอกเพื่ออำนวยความสะดวกกับผู้ป่วย และที่ถนนเพชรบุรีเพื่อลงทุนสร้างโรงพยาบาลแห่งที่ 2 ขนาด 220 เตียง เพื่อรองรับจำนวนคนไข้ที่เพิ่มจำนวนขึ้น รวมถึงใช้เพื่อการปรับปรุงอาคารเดิม
“จุดยืนและจุดแข็งของโรงพยาบาลบำรุงราษฎร์ คือ การ มุ่งพัฒนามาตรฐานการให้บริการรักษาและความปลอดภัยกับคนไข้ให้สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นการรับรองจากองค์กรสำรวจมาตรการรักษาในระดับสากล” นพ.นำ กล่าว
อย่างไรก็ดี ในปี 2558 บริษัทยังมั่นใจว่ารายได้ของบริษัทจะเติบโตได้ตามเป้าหมายที่ 10-15% จากปี 2557 ที่ 15,910.54 ล้านบาท
ทั้งนี้ ยังไม่มีแนวโน้มของจำนวนคนไข้ที่ชะลอตัวแม้ในช่วงที่ผ่านมาจากประเด็นผลกระทบไวรัสเมอร์ส และเหตุระเบิดที่บริเวณแยกราชประสงค์ซึ่งมีผลกระทบในระยะสั้น จากนั้นจำนวนคนไข้ก็กลับมารักษาเป็นปกติ
ขณะที่ปัจจุบันสัดส่วนจำนวนคนไข้ชาวต่างชาติของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 52% และเป็นคนชาวไทยอีกประมาณ 48% ของจำนวนคนไข้ของโรงพยาบาล แต่เมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนรายได้จะเป็นคนไข้ชาวต่างชาติสัดส่วนประมาณ 60%
เนื่องจากอัตราค่าบริการของคนไข้ต่างชาติจะสูงกว่าค่ารักษาของคนไข้ชาวไทย เพราะคนไข้ต่างชาติที่เดินทางรักษาโรคจะมีอาการป่วยที่หนักกว่า ทำให้ขั้นตอนการรักษามีความซับซ้อนมากกว่า และใช้ระยะเวลาการรักษาที่มากกว่าคนไข้ชาวไทย โดยส่วนใหญ่จะป่วยด้วยอาการที่ไม่หนักจึงส่งผลให้การรักษาคนไข้ต่างชาติจะมีอัตรากำไรสูงกว่าคนไข้ชาวไทย
แนวโน้มการเติบโตของจำนวนคนไข้ชาวต่างชาติมีโอกาสเติบโตในอัตราเร่งที่เร็วกว่าคนไข้ชาวไทย เพราะปัจจุบันฐานคนไข้ต่างชาติของโรงพยาบาลมาจากจำนวน 190 ประเทศทั่วโลก
นพ.นำ กล่าวว่า แนวโน้มการรักษาโรคต่างๆ ของทั้งคนไข้ชาวไทยและต่างชาติ ส่วนใหญ่อาการป่วยที่พบมากที่สุด ประกอบด้วยโรคระบบทางเดินอาหาร โรคหัวใจ โรคกระดูกไขข้อ มะเร็ง อย่างไร
ก็ดี เป้าหมายการเติบโตของรายได้ในปี 2559 ขณะนี้ยังอยู่ในช่วงการทำแผนกลยุทธ์และเป้าหมายในปีหน้าโดยปัจจุบันยังไม่มีข้อสรุป
นักวิเคราะห์บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) กรุงศรี แนะนำให้ขายโดยให้ราคาเป้าหมายที่ 200 บาท หรือสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ปี 2559 ที่ 44 เท่า โดยราคานี้รวมผลกระทบจากการแปลงหุ้นกู้แปลงสภาพแล้ว
ทั้งนี้ คาดว่าการเติบโตมีแนวโน้มชะลอตัวในขณะที่ราคาหุ้นแพงเป็นประวัติการณ์ โดยฃล่าสุดวันที่ 30 ก.ย. ราคา BH ปิดที่ 216 บาท ลดลง 1 บาท หรือลดลง 0.46%
“มองว่าหุ้นบริษัท กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS) น่าสนใจมากกว่าที่ระดับราคาในปัจจุบัน โดยคาดว่ากำไรสุทธิจะมีอัตราการเติบโตสูงกว่าที่ 18% ในปี 2559 และที่ 17% ในปี 2560”







