
คาดแบงก์ไตรมาส3 กำไรทรุด11%
โดย...บล.เอเซีย พลัส และบล.ธนชาต
โดย...บล.เอเซีย พลัส และบล.ธนชาต
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส คาดผลการดำเนินงานงวดไตรมาส 3 ปี 2558 ของกลุ่มธนาคารพาณิชย์จะมีกำไรสุทธิราว 4.53 หมื่นล้านบาท ลดลงถึง 11.7% จากไตรมาส 2 และลดลง 16% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยคาดบริษัท ทิสโก้ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) จะแสดงการลดลงของกำไรสุทธิมากที่สุดในกลุ่มถึง 33.3% จากไตรมาส 2 และ 38.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามด้วยธนาคารกรุงไทย (KTB) และธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) ที่กดดันด้วยค่าใช้จ่ายสำรองหนี้ฯ ของบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี (SSI) ขณะที่ส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของกลุ่มคาดว่าจะเริ่มทรงตัวได้เมื่อเทียบกับงวดไตรมาส 2
ดังนั้น จึงยังให้น้ำหนักการลงทุนกลุ่มเท่ากับตลาดและเชื่อว่าดัชนีกลุ่มธนาคารได้สะท้อนปัจจัยลบไปแล้ว จากที่ได้ปรับตัวลด 20% จากต้นปีจนถึงปัจจุบัน จนมีราคาตามมูลค่าบัญชี (P/BV) ปี 2558 เพียง 1.2 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีย้อนหลังที่ 1.7 เท่าถึง -2SD แล้ว และยังใกล้เคียงค่าเฉลี่ย P/BV ในภูมิภาคเอเชียที่ 1.2 เท่า และแม้จะเห็นการปรับฐานราคาของ TISCO, SCB, KTB ไปมาก แต่ด้วยคุณภาพสินทรัพย์และสำรองต่อหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ที่อ่อนแอลง จึงแนะให้ย้ายการลงทุนไปธนาคารกสิกรไทย (KBANK) (มูลค่าที่เหมาะสม 232 บาท), บริษัท ทุนธนชาต (TCAP) (มูลค่าที่เหมาะสม 37.50 บาท) ซึ่งเป็นหุ้นแนะนำ
“แม้ว่าจะกังวลต่อเศรษฐกิจชะลอตัว แต่กำไรตลาดจะไม่ถูกปรับลดอย่างมีนัยสำคัญ อันเนื่องมาจากการที่ SCB, KTB และ TISCO ต้องการมีการตั้งสำรองหนี้สงสัยจะสูญเพิ่ม”
ธนาคารพาณิชย์รายงานยอดสินเชื่อล่าสุดในเดือน ส.ค. 2558 ยังเป็นไปตามแผน คือ สินเชื่อสุทธิ (หลังหักค่าเผื่อหนี้ฯ) คงค้างรวม 9.63 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้นเบาบาง 0.2% จากเดือน ก.ค.และ 6.4% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยธนาคารทหารไทย (TMB) โดดเด่นสุด กล่าวคือเติบโตสูงถึง 2.3% จากเดือน ก.ค. และ 8.1% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ตามด้วยธนาคารแลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ (LH BANK) KBANK ธนาคารกรุงเทพ (BBL) และ TCAP ส่วนใหญ่เป็นการเติบโตจากกลุ่มสินเชื่อรายใหญ่ แต่ยังเป็นสินเชื่อเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้น
ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็ก (เอสเอ็มอี) เริ่มเห็น การเติบโตมากขึ้นในธนาคารหลายแห่ง เช่นเดียวกับสินเชื่อรายย่อยในกลุ่มสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยและสินเชื่อบุคคลยังเห็นการเติบโตต่อเนื่อง
ตรงกันข้ามธนาคารพาณิชย์ ที่พบว่าสินเชื่อลดลงมากสุดคือ TISCO ซึ่งเกิดจากการชำระคืนหนี้ก่อนกำหนดของลูกหนี้รายใหญ่ และการตัดหนี้สูญของสินเชื่อบริษัท สหวิริยาสตีลอินดัสตรี ยูเค (SSI UK) มูลค่า 3,570 ล้านบาท รวมถึงสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ที่ยังหดตัวต่อเนื่อง
รองลงมา คือ SCB มีการชำระสินเชื่อรายใหญ่ ส่วนเอสเอ็มอีและรายย่อยยังทรงตัว ยกเว้นสินเชื่อเช่าซื้อที่หดตัวลง และ KTB มีการชำระหนี้คืนของสินเชื่อรายใหญ่ โดยรวมแล้วสินเชื่อสุทธิ (หลังหักค่าเผื่อหนี้ฯ) ในระยะ 8M58 ทั้งระบบเติบโต 3.7% จากสิ้นปี 2557 ถือว่ายังสอดคล้องกับเป้าหมายทั้งปี 2558 ที่ประเมินไว้ 6.3% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งทำให้กำไรสุทธิของธนาคารพาณิชย์ทั้งกลุ่มปี 2558 ลดลงถึง 11.5% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่จะพลิกกลับมาเติบโต 17.6% ในปี 2559
SCB มีการประชุมนักวิเคราะห์นอกจากตั้งสำรองพิเศษกรณีหนี้เอ็นพีแอล SSI จำนวน 1-1.1 หมื่นล้านบาท แล้วการผิดนัดชำระหนี้ของ SSI ยังกระทบต่อ NIM ของธนาคารด้วย เนื่องจากบริษัทจะหยุดรับรู้รายได้ดอกเบี้ยของหนี้ทั้งหมด 2.2 หมื่นล้านบาท ของ SSI นอกจากผลกระทบจากกรณี SSI ธนาคาร ได้ลดเป้าเติบโตของสินเชื่อรวมและ NIM ด้วย
ผลกระทบจากการตั้งสำรองจะชดเชยโดยการบันทึกกำไรจากเงินลงทุน 7,000-8,000 ล้านบาท ทำให้ NIM ไตรมาส 3 อยู่ในระดับต่ำ
สำหรับผลกระทบที่มีต่องบดุลหนี้สินของ SSI จะถูกจัดชั้นเป็นเอ็นพีแอลคิดเป็น 1.2% ของสินเชื่อไตรมาส 2 เนื่องจากมีการตั้งสำรองไว้ทั้งหมดสำหรับ SSI UK 1,250 ล้านบาท ที่ธนาคารกำลังจะตัดเป็นหนี้สูญในไตรมาส 3 ปีนี้หากไม่รวมผลกระทบกรณี SSI ธนาคารคาดว่าต้นทุนเครดิตจะอยู่สูงกว่า 1%
“เราคาดว่าการตั้งสำรองในปี 2559 จะยังคงอยู่ในระดับสูง เน่ื่องจากธนาคารน่าจะไม่ต้องการให้ loan loss coverage อยู่ในระดับที่ต่ำกว่าอุตสาหกรรมด้วยเศรษฐกิจที่อ่อนแอ และผลกระทบของ SSI ที่มีต่อ NIM ธนาคารจึงลดเป้าหมายทางการเงิน” นักวิเคราะห์ บล.ธนชาต ระบุ







