
ค้าชายแดนช่องจอมคึกเขมรเลิกจัดงานวันแห่งความโกรธแค้น
แม่ค้าไทย-เขมรยังคงทำการค้าขายกันตามปกติหลังรัฐบาลกัมพูชายกเลิกจัดงานวันโกรธแค้น
แม่ค้าไทย-เขมรยังคงทำการค้าขายกันตามปกติหลังรัฐบาลกัมพูชายกเลิกจัดงานวันโกรธแค้น
บรรยากาศการค้าที่จุดผ่านแดนถาวรช่องจอม-โอรเสม็ด อ.กาบเชิง จ.สุรินทร์ ในช่วงเช้าที่ผ่านมา ซึ่งเป็นวันที่รัฐบาลกัมพูชาให้เอกชนจัดงานวันแห่งความโกรธแค้นในพื้นที่ชายแดนด้านปราสาทเขาพระวิหาร จ.ศรีสะเกษนั้น บริเวณจุดผ่านแดนช่องจอมด้าน จ.สุรินทร์แห่งนี้ยังคงเปิดให้นักท่องเที่ยวทั้งไทย-กัมพูชาเข้าออกได้ตามปกติทั้งเพื่อท่องเที่ยวและแลกเปลี่ยนซื้อสินค้ากันเช่นเดิม และไม่พบว่านักท่องเที่ยวจะลดน้อยลงแต่อย่างใด และฝั่งกัมพูชาก็ไม่พบการจัดกิจกรรมใดๆเกี่ยวกับวันแห่งความโกรธแค้นอีกด้วย ขณะที่เจ้าหน้าที่ทหาร ตำรวจ และตม.ทั้งไทยและกัมพูชาก็ยังปฏิบัติหน้าที่ตามปกติเช่นกัน
ขณะที่บรรดาพ่อค้าแม่ค้าชาวกัมพูชาต่างก็จับกลุ่มวิพากษ์วิจารณ์กับกินกรรมที่กัมพูชาจัดขึ้น โดยต่างระบุว่า ไม่ต้องการให้ทั้ง 2 ประเทศที่เคยเป็นบ้านพี่เมืองน้องกันต้องขัดแย้ง เพราะประชาชนทั้ง 2 ประเทศที่ค้าขายด้วยกันจะเดือดร้อน และยืนยันอีกว่าประชาชนในพื้นทั้ง 2 ประเทศยังคงมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันอยู่เช่นเดิม
แหล่งข่าว ระบุว่า ตรงข้ามปราสาทตาวาย ต.บักได ห่างไปประมาณ 4-5 กิโลเมตร พบว่ากัมพูชาได้มีการเสริมกำลังทหารเข้ามาประจำฐานปฏิบัติการในพื้นที่บ้านทะมอโดน ต.โคกมอน อ.ปันเตียอำปึน จ.อุดรมีชัย จำนวนหลายร้อยนายพร้อมอาวุธครบมือ ซึ่งฐานดังกล่าวเป็นฐานเดิมที่มีอยู่แล้ว ส่วนที่บริเวณปราสาทตาเมือนธม ต.ตาเมียง อ.พนมดงรักฯนั้น เจ้าหน้าที่ทหารพราน ของกองร้อยทหารพรานจู่โจมที่ 960 ประจำฐานที่มั่นปราสาทตาเมือนธม ก็ยังไม่ได้รับคำสั่งให้เสริมกำลังแต่อย่างใด แต่ยังคงต้องเฝ้าจับตาความเคลื่อนไหวของทหารกัมพูชาอย่างใกล้ชิดที่ปราสาททั้ง 2 แห่งอย่างไม่ประมาท และพร้อมรับมือหากมีเหตุการณ์รุนแรงหรือตึงเครียดเกิดขึ้น
ด้านนางพัชรินทร์ พลศรี อายุ 40 ปี แม่ค้าชาวไทยที่ตลาดการค้าชายแดนช่องจอม กล่าวว่า วันนี้ยังคงมีประชาชนทั้ง 2 ประเทศมาซื้อสินค้าเช่นเดิม และก็ไม่เห็นว่าชาวเขมรจะมี ใครพูดถึงเรื่องกิจกรรมที่กัมพูชาจัดขึ้นเลย แต่โดยส่วนใหญ่พ่อค้าแม่ค้าชาวไทยและกัมพูชาก็ยังคงซื้อสินค้าและพูดคุยกันตามปกติ ความสัมพันธ์ก็ยังคงมีเหมือนเดิม กิจกรรมดังกล่าวก็เป็นเรื่องของรัฐบาลกัมพูชา ส่วนชาวบ้านในพื้นที่ก็ยังคงดำเนินชีวิตตามปกติ อย่างไรก็ตามตนก็ไม่อยากให้ทั้ง 2 ประเทศที่เป็นบ้านพี่เมืองน้อง มีการค้าขายช่วยเหลือกันมายาวนานต้องมาทะเลาะกัน เพราะคนที่เดือดร้อนก็คือประชาชนในพื้นที่ๆทั้งไทยและเขมรที่ต้องทำการค้าขายหาเลี้ยงปากเลี้ยงท้องและก็ไม่มีใครต้องการความรุนแรง







