
สมคิดปั้นสตาร์ทอัพหมื่นราย
สมคิด มอบนโยบาย สสว.ปั้นสตาร์ทอัพใหม่ กลุ่มครีเอทีฟ ให้ได้ 1 หมื่นรายใน 3 ปี
สมคิด มอบนโยบาย สสว.ปั้นสตาร์ทอัพใหม่ กลุ่มครีเอทีฟ ให้ได้ 1 หมื่นรายใน 3 ปี
นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ เปิดเผยในการมอบนโยบายให้สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) ว่า นโยบายที่ต้องการให้ สสว.ดำเนินการ คือ 1.การสร้างสตาร์ทอัพใหม่ให้ได้จำนวน 1 หมื่นราย ภายใน 3 ปี ตั้งแต่ปี 2559-2561 เน้นผู้ประกอบการที่เป็นธุรกิจสร้างสรรค์ (ครีเอทีฟ อีโคโนมี) ธุรกิจซอฟต์แวร์ สินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป ธุรกิจบริการ ธุรกิจฟิล์ม ธุรกิจบริการ และธุรกิจใหม่ที่มีนวัตกรรม
ทั้งนี้ สสว.ต้องไปหาทางพัฒนาผู้ประกอบการสตาร์ทอัพตั้งแต่อยู่ในระดับมหาวิทยาลัย พร้อมดึงงานวิจัยที่มีอยู่จำนวนมาก มาสร้างธุรกิจใหม่ๆ และในมหาวิทยาลัยต่างๆ รวมถึงกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีงานวิจัยที่เป็นประโยชน์จำนวนสูงมาก โดย สสว.มีงบและมีเงินกองทุนประมาณ 1,000 ล้านบาท ที่จะนำมาพัฒนาได้และส่งเสริมสตาร์ทอัพได้
“กลุ่มสตาร์ทอัพเป็นเรื่องใหญ่มีความสำคัญมาก ภาครัฐต้องการสร้างผู้ประกอบการใหม่ที่หลากหลายออกมาสู่ตลาด เพราะถือเป็นฐานของเศรษฐกิจไทย และก่อให้เกิดการจ้างงานในประเทศไทย” นายสมคิด กล่าว
สำหรับนโยบายที่ 2 ต้องหาทางให้เอสเอ็มอีไทยเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้ โดย สสว.ต้องหาทางนำเสนอข้อมูลให้แก่นักลงทุนเพื่อเชื่อมโยงธุรกิจและเกิดการจับคู่ทางธุรกิจ โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมามีเอสเอ็มอีญี่ปุ่น 500 ราย มาประเทศไทย ที่ต้องการเข้ามาเป็นพันธมิตรกับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทย แต่ไม่มีข้อมูลและไม่ทราบว่าจะต้องเชื่อมโยงกับผู้ประกอบการกลุ่มใด และ 3.การจัดทำเว็บไซต์ อี-คอมเมิร์ซ ให้แก่เอสเอ็มอี และหาทางสามารถเชื่อมโยงกับคู่ค้าต่างประเทศให้ได้
นางสาลินี วังตาล ผู้อำนวยการ สสว. กล่าวว่า ในปี 2559 สสว.จะเข้าไปส่งเสริมและสนับสนุนเอสเอ็มอีจำนวนกว่า 7 หมื่นราย/ปี แบ่งเป็น 3 กลุ่ม ทั้งกลุ่มผู้ประกอบการที่ทำธุรกิจแข็งแรงอยู่แล้วให้แข็งแรงและเติบโตมากขึ้นไม่ต่ำกว่า 5 หมื่นราย กลุ่มที่กำลังมีปัญหาทางธุรกิจ เพื่อพลิกฟื้นทางธุรกิจให้ได้ ประมาณ 1 หมื่นราย และกลุ่มสตาร์ทอัพ จำนวน 1 หมื่นราย ที่จะพัฒนาต่อเนื่องใน 3 ปีนับจากนี้
ทั้งนี้ แผนงานดังกล่าวนายสมคิดต้องการเห็นผลเป็นรูปธรรมภายในเวลา 1 ปีครึ่ง และจะต้องร่วมมือกับกระทรวงต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ส่วนแผนงานที่จะต้องทำให้เสร็จในเวลา 1 เดือน คือ การจับคู่ทางธุรกิจระหว่างเอสเอ็มอีไทยและเอสเอ็มอีญี่ปุ่น ไต้หวัน และเกาหลีใต้







