
จี้เหมืองแร่ทำอีไอเอ
โพสต์ทูเดย์
— ชัยวุฒิกระทุ้งผู้ประกอบการเหมืองแร่ ต้องพร้อมทำอีไอเอเอชไอเอ ก่อนลงทุนอย่ารอประกาศประเภทกิจการรุนแรงนายชัยวุฒิ บรรณวัฒน์ รมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังประชุมร่วมกับสภาการเหมืองแร่ ว่า ได้ชี้แจงให้ผู้ประกอบการเหมืองแร่เตรียมความพร้อมในการดำเนินการตามรัฐธรรมนูญมาตรา 67 โดยเฉพาะการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (อีไอเอ) และผลกระทบด้านสุขภาพ (เอชไอเอ) โดยไม่ต้องรอให้มีการประกาศร่างประเภทกิจการที่อาจกระทบชุมชนอย่างรุนแรงอย่างเป็นทางการ เนื่องจากในเบื้องต้นกิจการเหมืองแร่ถูกจัดให้เป็นกิจการที่เข้าข่ายส่งผลกระทบด้วย
ทั้งนี้ ภาครัฐกำลังทำร่างประเภทกิจการรุนแรง ซึ่งนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี รับทราบปัญหาดีและเชื่อว่าคงใช้เวลาไม่นาน และระยะเวลาที่นายกรัฐมนตรีกำหนดไว้ 2 เดือนถือว่าไม่นานเกินไป โดยนายกรัฐมนตรียืนยันว่าหากมีความจำเป็นจะเรียกประชุมคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาตินัดพิเศษเพื่อพิจารณาประกาศกิจการรุนแรงเป็นการเฉพาะ แต่ขณะนี้นายกรัฐมนตรียังไม่เรียกประชุมแต่อย่างใด
อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาภาคเอกชนได้เรียกร้องให้มีการประกาศประเภทกิจการรุนแรงบางส่วนออกมาก่อน แต่กระทรวงเห็นว่าการประกาศประเภทกิจการรุนแรงออกมาก็ยังไม่ทำให้ปัญหามาบตาพุดยุติ เพราะยังไม่ใช่สิ่งยืนยันได้ว่ากิจการที่อยู่นอกประกาศกิจการรุนแรงจะไม่ต้องดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ เพราะอาจมีประชาชนอื่นยื่นเรื่องต่อคณะอนุกรรมการฯ พิจารณาให้โครงการใดเป็นกิจการรุนแรงก็ได้และโครงการที่ถูกวินิจฉัยก็ต้องมาทำตามรัฐธรรมนูญในภายหลัง
นายชัยวุฒิ กล่าวว่า ทางสภาการเหมืองแร่ได้เสนอให้กระทรวงอุตสหกรรมแก้ปัญหาและอุปสรรคในการทำเหมืองแร่ โดยต้องการให้ลดขั้นตอนการขออาชญาบัตรและประทานบัตรลงเพราะที่ผ่านมาใช้เวลานาน ซึ่งจะรับไว้พิจารณา เพราะบางโครงการต้องใช้เวลามากกว่า 23 ปี โดยเห็นว่าโครงการที่ไม่ต้องทำอีไอเอควรใช้เวลาไม่เกิน 1 ปี ซึ่งจะประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองแร่เพื่อจัดทำการให้บริการแบบ one stop service โดยมอบหมายให้สภาการเหมืองแร่รวบรวมความเห็นมาเสนออีกครั้ง
ด้านนายยงยุทธ เพ็ชรสุวรรณ ประธานกรรมการสภาการเหมืองแร่ กล่าวว่า ผู้ประกอบการเหมืองแร่เห็นด้วยกับร่างกิจการรุนแรงของคณะกรรมการแก้ไขปัญหาการปฏิบัติตามมาตรา 67 รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ( ที่กำหนดให้เหมืองขนาดใหญ่หรือโครงการในพื้นที่ป่าเป็นกิจการรุนแรง ซึ่งผู้ประกอบการยินดีที่จะทำอีไอเอและเอชไอเอ แต่ต้องการให้ภาครัฐเร่งออกประเภทกิจการที่รุนแรง โดยหากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่ต้องการให้ออกประกาศ และให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยกิจการรุนแรงพิจารณาอย่างเดียวจะทำให้คณะอนุกรรมการวินิจฉัยมีอำนาจในการตัดสินมากเกินไป เพราะเป็นผู้เดียวที่จะพิจารณาว่าใครเข้าข่ายรุนแรงหรือไม่







