
การปฏิรูประบบประกันสุขภาพของสหรัฐ
เมื่อช่วงต้นปีนี้ หลายๆ ท่านคงเคยได้ยินข่าวการปฏิรูประบบประกันสุขภาพสหรัฐ ซึ่งนับเป็นการเปลี่ยนแปลงนโยบายด้านสังคมครั้งใหญ่สุดของสหรัฐในรอบ 40 ปี ซึ่งประธานาธิบดี บารัก โอบามา ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการผลักดันร่างกฎหมายนี้ให้ผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส โดยสาเหตุหลักข้อหนึ่งที่ประธานาธิบดีโอบามาให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งนี้อย่างมาก เนื่องจากตลอดช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา ค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในสหรัฐได้สูงขึ้นมาโดยตลอด ในขณะที่ระบบประกันสุขภาพเดิมนั้นยังไม่สามารถเข้าถึงประชาชนอีกเป็นจำนวนมาก ดังนั้นประชาชนคนไหนที่ยังไม่มีประกันสุขภาพและเกิดเจ็บป่วยรุนแรงขึ้นมา ก็อาจจะถึงกับหมดเนื้อหมดตัวกันได้เลยทีเดียว ซึ่งสาเหตุของการที่มีบุคคลล้มละลายในสหรัฐ ครึ่งหนึ่งก็เป็นเพราะต้องมีหนี้สินจากค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลจำนวนมหาศาลนี่เอง
แผนปฏิรูประบบสุขภาพ มีชื่อว่า The Patient Protection and Affordable Care Act (PPACA) ได้รับการเซ็นอนุมัติเป็นกฎหมายในสหรัฐ โดยประธานาธิบดี บารัก โอบามา ในวันที่ 23 มี.ค. 2010 โดยมีจุดประสงค์เพื่อให้ประชาชนสหรัฐสามารถเข้าถึงการรักษาได้มากขึ้น ซึ่งตามแผนนี้ประชาชนในสหรัฐที่ไม่มีประกันสุขภาพคุ้มครองจะมีจำนวนลดลงไป 32 ล้านคน ภายใน 10 ปีข้างหน้า แผนนี้จะประกอบด้วยงบประมาณช่วยเหลืออุดหนุนจำนวนมากเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายทางด้านสุขภาพ ซึ่งจะค่อยๆ มีผลในระยะเวลา 4 ปีข้างหน้า ยกตัวอย่างเช่น
nเพิ่มคุณสมบัติของบุคคลที่จะมีสิทธิได้รับบริการ Medicaid ซึ่งเป็นโปรแกรมคุ้มครองสุขภาพสำหรับครอบครัวของผู้ที่มีรายได้ต่ำและผู้พิการ
nเงินอุดหนุนช่วยเหลือสำหรับค่าเบี้ยประกันสุขภาพ
nให้เงินตอบแทนเพื่อจูงใจบริษัทขนาดเล็ก สำหรับเพิ่มสวัสดิการด้านสุขภาพแก่พนักงาน
nห้ามไม่ให้บริษัทประกันสุขภาพปฏิเสธรับผู้ที่มีโรคประจำตัวมาก่อน
nห้ามเก็บค่าเบี้ยประกันสุขภาพตามภาวะสุขภาพของลูกค้า แต่อนุญาตให้เก็บเบี้ยเพิ่มตามอายุที่เพิ่มขึ้นได้
nมีการจัดตั้ง Health Insurance Exchanges ซึ่งเป็นเหมือนตลาดกลางสำหรับบริการประกันสุขภาพ ซึ่งทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงการประกันสุขภาพได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
nส่งเสริมให้มีการวิจัยทางการแพทย์เพิ่มขึ้น
เป็นที่ถกเถียงกันอย่างมากว่า แผนการนี้จะทำให้สหรัฐต้องมีงบประมาณทางด้านสุขภาพที่สูงขึ้นมาก ทั้งที่สถานะการคลังของประเทศก็ยังไม่มีเสถียรภาพเท่าไรนัก ซึ่งตามแผน PPACA นี้จะมีแนวทางการหาเงินเพื่อให้เป็นไปตามแผน เช่น การเก็บภาษีหรือค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมพิเศษสำหรับบริษัทผลิตยา และบริษัทผลิตอุปกรณ์ทางการแพทย์ ภาษี Medicare สำหรับผู้ที่มีรายได้สูง (Medicare เป็นระบบประกันสุขภาพของรัฐที่มีให้สำหรับผู้ที่อายุเกิน 65 ปีขึ้นไป) ภาษีสำหรับธุรกิจเกี่ยวกับสุขภาพที่ฟุ่มเฟือย เช่น บริการเปลี่ยนสีผิวเป็นสีแทน (Indoor Tanning) เป็นต้น รวมถึงความพยายามลดค่าใช้ต่างๆ ลงให้มากที่สุด และส่งเสริมให้ประชาชนใช้ชีวิตอย่างถูกสุขลักษณะ ซึ่งแน่นอนว่าแผน PPACA นี้จะเป็นการเพิ่มภาระและกดดันผลกำไรของบริษัทในอุตสาหกรรม ซึ่งนับเป็นสิ่งที่ท้าทายต่อบริษัทโดยเฉพาะบริษัทผู้ให้บริการด้านสุขภาพ จะต้องมีการปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ธุรกิจให้เหมาะสม แต่อย่างไรก็ตาม ตามแผน PPACA แล้วในระยะยาวค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพโดยรวมในสหรัฐจะมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น จากการที่มีประชาชนจำนวนมากเข้ามาอยู่ภายใต้ระบบประกันสุขภาพนี้ ซึ่งจากการคาดการณ์การเติบโตของค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพในสหรัฐตั้งแต่ปี 20092019 อยู่ที่ 6.1% ต่อปี ขึ้นไปอยู่ที่ 4.671 ล้านล้านเหรียญหรัฐ หรือคิดเป็น 20.8% ของ GDP
มีการประมาณว่าแผน PPACA นี้จะส่งผลกระทบในเชิงลบต่อกำไรของอุตสาหกรรมยาเพียง 5% เท่านั้น และในระยะยาวจะทำให้บริษัทเหล่านี้มีรายได้เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังไม่รวมถึงการเติบโตของความต้องการผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขภาพจากประเทศที่เป็นตลาดเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นจีน อินเดีย หรือบราซิล ซึ่งมีประชากรจำนวนมาก ขณะเดียวกันประชาชนก็มีกำลังซื้อสูงขึ้นเรื่อยๆ จากการเติบโตของเศรษฐกิจอย่างรวดเร็ว ซึ่งประชาชนเหล่านี้จะมีการใช้จ่ายเพื่อสุขภาพของตัวเองเพิ่มขึ้นอย่างมาก เนื่องจากสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญที่สุดสำหรับคนเรา ดังนั้นหากมองในระยะยาวแล้ว ธุรกิจในอุตสาหกรรมเกี่ยวกับสุขภาพยังคงมีโอกาสในการเติบโตอีกมาก ขึ้นอยู่กับว่าบริษัทใดจะสามารถมองเห็นโอกาสและปรับเปลี่ยนแนวทางการทำธุรกิจให้เท่าทันต่อสถานการณ์ได้ดีเพียงใด







