
24บจ.ฟันกำไรหุ้นซื้อคืน147%
เก็บจังหวะลงแรงไร้เหตุผล ปีนี้บริษัทใหม่ไม่ถึง17แห่ง
โพสต์ทูเดย์
— 32 บจ.ซื้อหุ้นคืนถูกจังหวะ 24 บริษัททำกำไรเหนาะๆ เฉลี่ย 147%นายชนิตร ชาญชัยณรงค์ผู้ช่วยผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ขณะนี้มีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) จำนวน 32 แห่งได้ซื้อหุ้นคืนตามโครงการแล้ว และมีระยะเวลา 12 ปี สามารถจัดการหุ้นที่ซื้อคืนได้แล้ว
ทั้งนี้ หาก บจ.ดังกล่าวเลือกแนวทางการขายหุ้นที่ซื้อคืนกลับเข้าไปในกระดานจะสร้างกำไรให้กับบริษัทอย่างมาก เพราะในจำนวนนี้มี 24 บริษัท ราคาในตลาดสูงกว่าต้นทุนที่ซื้อคืนเฉลี่ย 147% ส่วนอีก 8 บริษัท ราคาต่ำกว่าต้นทุนเฉลี่ย 18%
อย่างไรก็ตาม หากมีการขายหุ้นออกมา ไม่น่าจะส่งผลกระทบต่อราคาหุ้นในตลาดมากนัก เพราะมีเพียง 9 บริษัทเท่านั้น ที่ซื้อหุ้นเกินกว่า 100 ล้านบาท ส่วนที่เหลือซื้อหุ้นคืนต่ำกว่า 100 ล้านบาท
จากข้อมูลในอดีต สำหรับบริษัทที่ได้จัดโครงการซื้อหุ้นคืน 45 บริษัท พบว่า 17 บริษัท ใช้วิธีลดทุน อีก 14 บริษัทไม่ได้ดำเนินการใดๆ และอีก 1 แห่งนำหุ้นที่ซื้อคืนเพื่อเสนอขายให้แก่ประชาชน (พีโอ) ขณะที่อีก 13 บริษัทใช้วิธีขายหุ้นกลับเข้าตลาด ซึ่งในจำนวนนี้พบว่ามี 8 บริษัท มีผลตอบแทนเป็นบวก อีก 5 บริษัท ผลตอบแทนเป็นลบ
“
จากข้อมูลนี้สะท้อนให้เห็นว่าโครงการซื้อหุ้นคืนเป็นการบริหารเงินที่มีประสิทธิภาพ ในภาวะที่ราคาหุ้นลดลงโดยไม่มีเหตุผล” นายชนิตร กล่าวผู้ช่วยผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ ยังกล่าวถึงบริษัทเข้าจดทะเบียนใหม่ขณะนี้มีจำนวน 5 บริษัท คิดเป็นมูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาด (มาร์เก็ตแคป) ทั้งสิ้น 8.6 หมื่นล้านบาท และคาดว่ารวมทั้งปีนี้จะเพิ่มมาร์เก็ตแคปได้เข้าเป้าหมาย 1 แสนล้านบาท แม้ว่าจำนวนหุ้นเข้าใหม่ของ ปีนี้จะต่ำกว่าปีที่ผ่านมาที่มีจำนวน 17 บริษัท เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจและไม่มีสิทธิประโยชน์ทางภาษี
ปัจจุบันมีบริษัทที่ได้รับอนุมัติแบบแสดงรายการเสนอขายหลักทรัพย์หรือไฟลิงแล้ว 6 บริษัท และอยู่ระหว่างการยื่นข้อมูลอีก 4 บริษัท รวม 10 บริษัทมีมาร์เก็ตแคปประมาณ 5,000 ล้านบาท
ครึ่งปีหลังคาดว่าจะมีบริษัทยื่นไฟลิงอีก 13 บริษัท มีมาร์เก็ตประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท หนึ่งในนั้นเป็นบริษัทต่างประเทศ
เมื่อเร็วๆ นี้ ทางผู้บริหารกลุ่มซีไอเอ็มบี มาเลเซียให้สัมภาษณ์ยืนยันว่าจะนำบริษัทเข้ามาจดทะเบียนและซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยเป็นแห่งที่สอง (ดูโอลิสติง) ภายในปีนี้อย่างแน่นอน หลังจากเลื่อนมาเพราะเหตุการณ์รุนแรงทางการเมือง







