
รอพิสูจน์ 4 เดือน เก็บภาษีทุ่มตลาดเหล็ก 5 ปี
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์
โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์
ในที่สุดคณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาดและการอุดหนุน ที่มี อภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เป็นประธาน ได้ลงนามประกาศมาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด(เอดี) สินค้าเหล็กที่มีแหล่งกำเนิดจากจีน เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2558 และประกาศในราชกิจจานุเบกษาเมื่อวันที่ 11 ก.ย. 2558
ประกอบด้วย 1.เหล็กลวดคาร์บอนต่ำ 2.เหล็กลวดคาร์บอนต่ำที่เจือธาตุอื่น 3.เหล็กลวดคาร์บอนสำหรับงานย้ำหัวและงานทุบขึ้นรูปเย็น และ 4.เหล็กลวดคาร์บอนสำหรับงานย้ำหัวและงานทุบขึ้นรูปเย็นที่เจือธาตุอื่น ที่มีลักษณะเป็นท่อนและเส้นที่ได้จากการรีดร้อน ขดเป็นม้วนอย่างไม่เป็นระเบียบ มีภาคตัดขวางเป็นวงกลมวัดเส้นผ่าศูนย์กลางได้น้อยกว่าหรือเท่ากับ 16 มิลลิเมตร มีคาร์บอนไม่เกิน 0.29% โดยน้ำหนัก
ก่อนหน้านี้ คณะกรรมการมีมติเปิดไต่สวนการทุ่มตลาดเหล็กจากจีน ตั้งแต่วันที่ 8 ม.ค. 2558 ต่อมาวันที่ 7 ก.ย. 2558 หรือ 8 เดือนจากนั้น คณะกรรมการมีคำวินิจฉัยเบื้องต้นว่า “ผู้ผลิตเหล็ก” ที่มีแหล่งกำเนิดจากจีนส่งสินค้าดังกล่าวเข้ามาทุ่มตลาดและก่อให้เกิดความเสียหายอย่างสำคัญแก่อุตสาหกรรมภายในตาม พ.ร.บ.การตอบโต้การทุ่มตลาดและการอุดหนุนซึ่งสินค้าจากต่างประเทศ พ.ศ. 2542
จึงจำเป็นต้องป้องกันความเสียหายที่เกิดแก่อุตสาหกรรมภายใน ผู้บริโภค และเพื่อประโยชน์สาธารณะ โดยเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กจากจีนในอัตรา 17.16-34.44% “เป็นการชั่วคราว” หรือ 4 เดือน จากเดิมที่เสียภาษี 0-5%
“เจ้าหน้าที่ยึดหลัก 3 ข้อ คือ 1.มีการขายเหล็กในราคาต่ำกว่าราคาหน้าโรงงานในประเทศที่ผลิตหรือไม่ 2.การทุ่มตลาดนั้นก่อให้เกิดความเสียหายต่ออุตสาหกรรมในประเทศหรือไม่ และ 3.ความเสียหายนั้นเป็นผลจากการทุ่มตลาด ซึ่งผลการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่ามีการทุ่มตลาดเหล็กจีนจริง คณะกรรมการจึงประกาศเรียกเก็บภาษีนำเข้าเหล็กดังกล่าวเป็นการชั่วคราว 4 เดือน เพื่อหยุดความเสียหาย” แหล่งข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ระบุ
ขณะที่ในช่วง 4 เดือนจากนี้ กระทรวงพาณิชย์จะเปิดให้ผู้ผลิตเหล็กที่ถูกกล่าวหา และผู้ใช้เหล็กในประเทศที่ได้รับผลกระทบยื่นอุทธรณ์ และส่งหลักฐานโต้แย้งกลับมา รวมทั้งกระทรวงจะส่งเจ้าหน้าที่ลงไปพิสูจน์ข้อเท็จจริงอีกครั้ง หากมีข้อเท็จจริงปรากฏชัดว่ามีการทุ่มตลาดจริง จะมีการประกาศอัตราภาษีนำเข้าเหล็กใหม่และจะใช้เป็นเวลา 5 ปี ซึ่งอาจเพิ่มขึ้นหรือลดลงจากนี้ก็ได้ แต่หากไม่มีการทุ่มตลาดจะยกเลิกการเก็บภาษีทันที
ทรงวุฒิ ไกรภัสสร์พงษ์ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ระบุว่า การที่กระทรวงพาณิชย์ประกาศใช้มาตรการเอดีตอบโต้การทุุ่มตลาดเหล็กดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็น และเหล็กที่ประกาศเอดีเหล่านั้น คณะทำงานภายใต้คณะกรรมการพิจารณาการทุ่มตลาด ก็พิจารณากลั่นกรองอย่างรอบคอบแล้วว่ามีการทุ่มตลาดจริง
ที่สำคัญในช่วงที่ผ่านมา หลายประเทศได้นำมาตรการเอดีกับเหล็กจีนอย่างเข้มข้นมาก เช่น อินโดนีเซียที่เก็บภาษีนำเข้าเหล็กทุกประเภท 30% หรือมาเลเซียที่นอกจากจะเก็บภาษี 30% แล้ว เหล็กจากจีนจะต้องได้รับการรับรองคุณภาพมาตรฐานจากบริษัทตรวจคุณภาพที่ทางการมาเลเซียมอบหมายให้ตรวจสอบด้วย
“จีนผลิตเหล็กเพิ่มขึ้นทุกปี โดยปัจจุบันมีกำลังผลิตเหล็กทั้งสิ้น 1,100 ล้านตัน/ปี และมีการผลิตจริง 800-900 ล้านตัน/ปี แต่เป็นเหล็กที่ใช้ในประเทศ 700 ล้านตัน/ปี จึงมีเหล็กล้นตลาด 100-150 ล้านตัน ซึ่งเหล็กเหล่านี้ถูกขายในราคาต่ำมากๆ” ทรงวุฒิ กล่าว
อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้ผู้ใช้เหล็กในประเทศได้รับผลกระทบ กลุ่มอุตสาหกรรมเหล็ก ส.อ.ท.มีข้อตกลงกับกรมการค้าภายใน ว่า หากเหล็กที่ถูกมาตรการเอดีราคาไม่เป็นไปตาม “กลไกตลาด” ก็จะนำเข้าไปอยู่ในบัญชีสินค้าควบคุม
ด้าน เบญจพงษ์ โล่ห์ชิตกุล ประธานชมรมเหล็กลวดคาร์บอนต่ำ กล่าวว่า เมื่อเร็วๆ นี้ สมาคมได้เรียกสมาชิกประชุมเพื่อประเมินผลกระทบ ซึ่งสมาชิกมีความกังวลว่าอุตสาหกรรมเหล็กต่อเนื่อง เช่น ตะปู สลักภัณฑ์ เป็นต้น จะได้รับผลกระทบ เพราะจะมีต้นทุนนำเข้าเหล็กเพิ่มขึ้น และสมาคมเตรียมยื่นหนังสือร้องเรียนถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี







