
GUNKUL-TPCH เด่นที่สุดในกลุ่ม
โดย...บล.เอเซีย พลัส
โดย...บล.เอเซีย พลัส
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เอเซีย พลัส ให้น้ำหนักการลงทุนเท่าตลาด ดีเดย์โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ สำหรับหน่วยงานราชการเดือน ธ.ค.นี้ ตามด้วยชีวมวลต้นปีหน้าด้วยข้อจำกัดของสายส่งไฟฟ้า ซึ่งบริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง (GUNKUL) และบริษัท ทีพีซี เพาเวอร์ โฮลดิ้ง (TPCH) ถือว่ามีความโดดเด่นทั้งโอกาสที่จะได้รับงานประมูลใหม่และงานในมือที่แข็งแกร่ง แผนพัฒนาพลังงานทดแทนและพลังงานทางเลือก (AEDP) ปี 2558-2579 จะเป็นการเพิ่มสัดส่วนกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนขึ้นเป็น 20% ของปริมาณความต้องการไฟฟ้ารวมของประเทศในปี 2579 จากปัจจุบันที่ 8% แต่ทั้งนี้แผนการก่อสร้างดังกล่าวถือเป็นแผนระยะยาว 20 ปี
คาดการเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทนใหม่ๆ จะเป็นลักษณะค่อยเป็นค่อยไปมากกว่าที่จะเร่งให้มีการก่อสร้างให้เสร็จเพียงในระยะอันใกล้ อีกทั้งในปัจจุบันประเทศไทยมีข้อจำกัดเรื่องของสายส่งไฟฟ้าไม่เพียงพอรองรับการเกิดขึ้นของโรงไฟฟ้าใหม่ ทำให้ในระยะสั้นภาครัฐจะประกาศผู้ได้รับคัดเลือกโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่ค้างในระบบออกไปหมดก่อนภายในงวดไตรมาส 4 ปี 2558
ทั้งในส่วนโซลาร์ค้างท่อและโซลาร์หน่วยงานราชการและสหกรณ์การเกษตร และหลังจากนั้นจะประกาศรับซื้อพลังงานทดแทน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเชื้อเพลิงชีวมวล ในช่วงต้นปี 2559
แนวโน้มกำไรกลุ่มจะเติบโตโดดเด่น เริ่มจากครึ่งหลังปีนี้และต่อเนื่องในปี 2559 โดยฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส คาดกำไรกลุ่มพลังงานทดแทนที่ศึกษา (GUNKUL, TPCH, บริษัท พลังงานบริสุทธิ์ (EA) บริษัท เด็มโก้ (DEMCO) และบริษัท ไทย โซล่าร์ เอ็นเนอร์ยี่ (TSE) ในระยะสั้นงวดครึ่งหลังปีนี้ จะเห็นการเติบโต 41.4% จากงวดครึ่งปีแรก ได้รับปัจจัยปัจจัยหนุนหลักมาจาก GUNKUL ที่จะรับรู้รายได้จากงาน การซื้อขายอุปกรณ์ไฟฟ้า และงาน EPC ของโซลาร์ค้างท่อเข้ามาในไตรมาส 3 ปีนี้เป็นหลัก และคาดแนวโน้มกำไรกลุ่มในปี 2559 จะเติบโตต่อเนื่องอีก 51.4% จากปี 2558 โดยได้รับปัจจัยหนุนจากการเริ่มดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์ของโรงไฟฟ้าทดแทนแห่งใหม่ของ TPCH, EA และ GUNKUL ที่จะทยอยจ่ายไฟฟ้าเข้าระบบตามแผนที่กำหนดไว้ เริ่มตั้งแต่ช่วงปลายปี 2558 และต่อเนื่องในทุกไตรมาสของปี 2559
แนวโน้มกำไรของ TPCH, EA และ GUNKUL ในปี 2559 จะเติบโตจากปี 2558 ประมาณ 596.1% 56% และ 45.3% ตามลำดับ
ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส เลือก GUNKUL มูลค่าที่เหมาะสม 31.54 บาท และ TPCH มูลค่าที่เหมาะสม 22 บาท เป็นหุ้นแนะนำของกลุ่ม เพราะหากพิจารณามูลค่าในช่วง 3 ปีข้างหน้า พบว่าให้ผลตอบแทนคุ้มค่ากับการเติบโตเชิงรุกของธุรกิจ ด้วยอัตราผลตอบแทนต่อผู้ถือหุ้น (อาร์โออี) ที่ปรับตัวสูงขึ้น และราคาตามมูลค่าบัญชีและสัดส่วนราคาต่อกำไร (พี/อี) ที่ลดลง เข้าสู่ภาวะเหมาะสม
นอกจากนี้ ฝ่ายวิจัย บล.เอเซีย พลัส ได้ปรับเพิ่มคำแนะนำของ EA มูลค่าที่เหมาะสม 26 บาท เป็น “ซื้อ” จากเดิม “ถือ” เนื่องจากราคาหุ้นปัจจุบันมีโอกาสปรับขึ้นมากกว่า 24% ประกอบกับทิศทางแนวโน้มกำไรในปี 2559 ยังเติบโตอย่างแข็งแกร่งต่อเนื่องจาก 4 โครงการใหม่เช่นเดียวกับ TSE มูลค่าที่เหมาะสม 6.68 บาท
ดังนั้น จึงได้ปรับเพิ่มคำแนะนำเป็น “ถือ” จากเดิม “ขาย” เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมาราคาหุ้นปรับตัวลดลงแรงจนต่ำกว่ามูลค่าที่เหมาะสม สะท้อนปัจจัยลบที่เกิดขึ้นไปแล้ว







