
ระบบภาษีไทย รีดเลือดมนุษย์เงินเดือน
คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาวิชาการ เรื่อง “นโยบายสวัสดิการถ้วนหน้า ความเป็นไปได้ในสังคมไทย” โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า จากการศึกษานโยบายรัฐสวัสดิการของหลายประเทศ โดยเฉพาะในแถบยุโรปเหนือ ส่วนใหญ่มาจากการที่ประชาชนมีสิทธิมีเสียงในการปกครองรัฐบาล
คณะทำงานวาระทางสังคม สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดเสวนาวิชาการ เรื่อง “นโยบายสวัสดิการถ้วนหน้า ความเป็นไปได้ในสังคมไทย” โดย ผาสุก พงษ์ไพจิตร อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ว่า จากการศึกษานโยบายรัฐสวัสดิการของหลายประเทศ โดยเฉพาะในแถบยุโรปเหนือ ส่วนใหญ่มาจากการที่ประชาชนมีสิทธิมีเสียงในการปกครองรัฐบาล
สำหรับประเทศไทย รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ เมื่อปี 2552-2554 ได้จ้างสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ) ศึกษาแผนการจัดสวัสดิการถ้วนหน้าในปี 2560 โดยพบว่าหากจะทำระบบสวัสดิการถ้วนหน้า ตั้งแต่เกิดจนตาย โดยให้รัฐบาลดูแลสวัสดิการทั้งหมด ทั้งการศึกษา ระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า การส่งเสริมเด็ก รวมถึงเบี้ยผู้สูงอายุ รายละ 500 บาท จะต้องใช้งบประมาณราว 12.5% ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (จีดีพี) แต่การจัดระบบดังกล่าวไม่ได้รับการตอบรับทั้งจากพรรคประชาธิปัตย์ หรือจากรัฐบาลต่อๆ มา
ทั้งนี้ ปัจจุบันการจัดสวัสดิการของรัฐอยู่ที่ประมาณ 10% ของจีดีพีอยู่แล้ว ซึ่งต้องหาเงินเพิ่มขึ้นอีก 2.5% ในการจัดทั้งระบบ แต่ไม่ใช่เรื่องยาก เพราะงานวิจัยของธนาคารโลกชี้ให้เห็นว่าระบบภาษีของไทยในปัจจุบัน หากจัดเก็บโดยไม่ให้มีช่องโหว่ และครอบคลุมจริงๆ แม้จะใช้อัตราเดิม ก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้นอย่างน้อย 5% ของจีดีพี
ขณะเดียวกัน จะต้องมีการปฏิรูประบบภาษีอย่างจริงจัง เพราะระบบจัดเก็บภาษีของไทยไม่มีความเป็นธรรม ไทยมีคนในวัยทำงาน 39 ล้านคน จำนวนนี้กรอกแบบการเสียภาษี 9.79 ล้านคน แต่จ่ายภาษีจริงแค่ 3.3 ล้านคน ที่เหลือกว่า 6.5 ล้านคน หรือ 2 ใน 3 ไม่ต้องเสียภาษีเพราะรายได้ไม่ถึงเกณฑ์เสียภาษี แต่ในจำนวนผู้ที่เสียภาษีนั้น ส่วนใหญ่ประมาณ 3 ล้านคน อยู่ในกลุ่มรายได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท เสียภาษี 10-20% รวมแล้วคิดเป็น 35% ของภาษีที่เก็บได้ทั้งหมด
นอกจากนี้ ยังมีคนไทย 1.8 แสนคน ที่อยู่ในกลุ่มรายได้ 1-4 ล้านบาท เสียภาษี 30% ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นพวกเจ้าของกิจการ ประกอบธุรกิจส่วนตัว วิชาชีพต่างๆ เช่น หมอ แต่ที่น่าสนใจ คือ ประเทศไทยมีคนรวยที่อยู่ในกลุ่มรายได้เกิน 4 ล้านบาท เสียภาษี 37% แค่ 2.4 หมื่นคน ขณะที่คนรายได้สูงยังมีข้อยกเว้นและสิทธิพิเศษอีกกว่า 200 รายการ เพราะฉะนั้นอัตราภาษีแบบก้าวหน้า มีน้อยจ่ายน้อย มีมากจ่ายมากของไทยยังเป็นแค่ภาพลวงตา โครงสร้างภาษีไม่เป็นธรรม เอาเปรียบมนุษย์เงินเดือน ซึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ที่เสียภาษี คนที่มีเงินสดในมือ คนเล่นหุ้น คนที่มีที่ดิน หรือเกษตรกรที่ร่ำรวย ยังเสียภาษีน้อยกว่ามนุษย์เงินเดือน
นอกจากนั้น ข้อมูลภาษีเมื่อปี 2557 พบว่า เก็บภาษีเงินได้บุคคลได้ 2.8 แสนล้านบาท คิดเป็น 14% ของภาษีที่เก็บได้ทั้งหมด ภาษีนิติบุคคล 5.7 แสนล้านบาท คิดเป็น 29% และภาษีมูลค่าเพิ่ม (แวต) 4.8 แสนล้านบาท คิดเป็น 29% ขณะที่ในต่างประเทศอย่างประเทศในกลุ่มโออีซีดี สหรัฐอเมริกานั้น สัดส่วนภาษีเงินได้บุคคลจะสูงถึง 25% และ 33% ตามลำดับ
ผาสุก กล่าวว่า ที่น่าสนใจคือ แม้คนไทยจะเสียภาษีเงินได้บุคคลหรือภาษีแค่ 3.3 ล้านคน แต่ทุกคนเสียภาษีทางอ้อมผ่านภาษีมูลค่าเพิ่ม สัดส่วนถึง 4.8 แสนล้านบาท มากกว่าภาษีเงินได้บุคคล ซึ่งแม้คนรวยคนจนจะเสียภาษีมูลค่าเพิ่มเท่ากัน แต่เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้แล้ว ผู้ที่รายได้น้อยจะรับภาระภาษีมูลค่าเพิ่มในสัดส่วนที่สูงกว่า ไม่เหมือนกับการจัดเก็บภาษีรายได้บุคคลที่จัดเก็บตามฐานรายได้
ด้วยเหตุนี้ คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาฯ จะทำวิจัยเรื่องปฏิรูประบบภาษี เพื่อทำข้อเสนอให้มีการปฏิรูปโครงสร้างภาษีของไทยที่ไม่มีความเป็นธรรม ทั้งนี้ ถ้ามีพรรคการเมืองที่พร้อมแข่งขันโดยนำเรื่องรัฐสวัสดิการและปฏิรูปภาษีมาเป็นประเด็น การไปสู่วัสดิการถ้วนหน้าก็มีความเป็นไปได้
ด้าน กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์ อาจารย์คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า รัฐสวัสดิการ คือการจัดการให้เกิดการสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจและการสร้างความกินดี อยู่ดี มีสุข และมีสิทธิ ซึ่งต้องไม่ใช่เพียงแค่การบรรเทาทุกข์หรือสังคมสงเคราะห์ แต่ต้องมีระบบที่ดีด้วย
ทั้งนี้ การจัดสวัสดิการสังคม จะต้องมีระบบจัดเก็บภาษีที่ดี เช่น การจัดเก็บภาษีอัตราก้าวหน้า ภาษีอสังหาริมทรัพย์ และภาษีมรดก แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยยังมีการจัดเก็บภาษีที่ไม่เป็นธรรม เพราะมีการเก็บภาษีทางตรงน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นการเก็บภาษีทางอ้อมผ่านภาษีมูลค่าเพิ่มที่คนจนคนรวยเสียภาษีเท่ากันหมด ทั้งที่หลักการคนจนควรจ่ายน้อยที่สุด
นอกจากนั้น คนไทยถูกเก็บภาษีสูงสุด 35% แต่ประเทศอย่างสวีเดนเก็บภาษีต่ำสุดที่ 35% สูงสุด 59% ประเทศไทยจึงต้องปฎิรูประบบภาษีเพื่อสนับสนุนการจัดรัฐสวัสดิการ แต่ต้องทำให้ประชาชนมั่นใจใน
ธรรมาภิบาลของรัฐก่อนว่าภาษีที่จ่ายไปจะกลับมาช่วยเมื่อเขาแก่







