
กลุ่มโรงกลั่นลุยกระทุ้งพลังงาน แก้สำรองน้ำมันเท่ากับค้าปลีก
กลุ่มโรงกลั่นออกโรงติงนโยบายสำรองน้ำมัน กำหนดสัดส่วนโรงกลั่นเท่ากับผู้ค้า
กลุ่มโรงกลั่นออกโรงติงนโยบายสำรองน้ำมัน กำหนดสัดส่วนโรงกลั่นเท่ากับผู้ค้า
นายสุกฤตย์ สุรบถโสภณ ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ขอเรียกร้องให้ภาครัฐทบทวนนโยบายสำรองน้ำมันตามกฎหมาย โดยต้องการให้รัฐกำหนดอัตราสำรองน้ำมันให้สัดส่วนที่เท่ากันระหว่างน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป และการปรับลดสำรองน้ำมันดำเนินการทั้งในส่วนของน้ำมันดิบและน้ำมันสำเร็จรูป
นายสุกฤตย์ ชี้แจงว่า ปัจจุบันรัฐประกาศปรับลดสำรองลงเฉพาะน้ำมันสำเร็จรูปของผู้ค้าน้ำมันจาก 6% เหลือ 1% เท่านั้น แต่ยังคงการสำรองน้ำมันดิบของโรงกลั่นน้ำมันในอัตราเท่าเดิมคือ 6% รวมกันแล้วเท่ากับ 7% หรือ 25 วัน
ประธานกลุ่มอุตสาหกรรมกลุ่มโรงกลั่นน้ำมันปิโตรเลียม เสนอว่า กระทรวงพลังงานน่าจะปรับแนวทางใหม่ โดยกำหนดให้โรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันควรมีสัดส่วนการสำรองน้ำมันที่เท่ากัน โดยเมื่อรวมแล้วสำรองของ 2 ส่วน ควรเท่ากับ 7% โดยผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นควรสำรองในสัดส่วน 3.5%
“อัตราสำรองน้ำมันควรจะอยู่ในสัดส่วนเท่ากันระหว่างผู้ค้าน้ำมันและโรงกลั่นเพื่อรองรับเหตุฉุกเฉิน เกิดสงครามในแหล่งผลิตน้ำมัน ทำให้ขนส่งน้ำมันดิบไม่ได้ หากสำรองไว้พร้อม ประเทศจะได้มีน้ำมันสำเร็จรูปไว้ใช้เพียงพอ โดยสำรองน้ำมันทุก 1% จะมีปริมาณการใช้ 3.6 วัน หากสำรองรวมกันเป็น 7% ก็จะมีใช้ถึง 25 วัน จึงหวังว่ารัฐจะพิจารณาทบทวนเพื่อความมั่นคงของประเทศ” นายสุกฤตย์ กล่าว
นอกจากนี้ ต้องการให้พิจารณาปรับราคาก๊าซแอลพีจีที่รับซื้อจากโรงกลั่น เนื่องจากราคาปัจจุบันต่ำเกินไป และไม่เป็นธรรม โดยคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานให้รับซื้อจากโรงกลั่นที่ราคาตะวันออกกลาง (ซีพี) ติดลบ 20 เหรียญสหรัฐ/ตัน เป็นราคาที่คำนวณจากการที่โรงกลั่นต้องส่งออกแอลพีจี แต่ข้อเท็จจริงโรงกลั่นไม่ได้ส่งออกแอลพีจีมานานแล้ว และไทยต้องนำเข้าแอลพีจี ราคาจำหน่ายแอลพีจีควรจะเป็นราคาที่แข่งขันกับราคานำเข้า หรือน่าจะเป็นราคาเดียวกับราคาซีพี
ปัจจุบัน ไทยมีโรงกลั่นน้ำมัน 5 แห่ง กำลังผลิต 1 ล้านบาร์เรล/วัน มีการส่งออกประมาณ 10-20%







