
Dance Me Up คิดต่างอย่าง ‘ครูกิ๊บ’
โดย...เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร
โดย...เบ็ญจวรรณ รัตนวิจิตร
ธุรกิจสถาบันด้านดนตรีในประเทศไทย มีมูลค่าราว 600-1,000 ล้านบาท แม้จะเป็นธุรกิจไม่ใหญ่นัก แต่แข่งขันสูง และต้องมีใจรักอย่างยิ่งยวด เพื่อสร้างธุรกิจให้เติบโต และนี่คือเส้นทางที่เลือกแล้วของ “ครูกิ๊บ” เขมิษา บุณยเกียรติ กรรมการผู้จัดการ สถาบัน Dance Me Up หนึ่งในเอสเอ็มอี ตีไม่แตก
“เมื่อก่อนเราไม่คิดแข่งกับใคร แทบไม่รู้เรื่องธุรกิจ พอเข้ามาร่วมรายการเอสเอ็มอี ตีแตก ได้เรียนรู้ทั้งจากคู่แข่ง นั่งร้องไห้กับคำคอมเมนต์ของกรรมการ เราเป็นหนึ่งในเอสเอ็มอี ตีไม่แตก แต่วันนี้รู้สึกว่าการไม่ประสบความสำเร็จครั้งนั้น มาเป็นแรงผลักดันในการสร้างสถาบัน Dance Me Up มาจนทุกวันนี้” ครูกิ๊บ เล่าที่มาของเส้นทางธุรกิจที่ไม่ธรรมดา
เส้นทางชีวิตของครูกิ๊บ ก็ไม่ธรรมดาเช่นเดียวกัน เพราะเป็นคนชอบคิดนอกกรอบมาตั้งแต่เด็ก รวมทั้งสามารถหารายได้ตั้งแต่ 8 ขวบ ด้วยการเป็นนักพากย์การ์ตูนของวอลท์ ดิสนีย์ เป็นผู้พากย์บทของลูกสาวทอม ครูส ในภาพยนตร์เรื่อง War of the World ขณะที่คุณพ่อ พล.ต.ต.วรินทร์ บุณยเกียรติ อดีตรองผู้บัญชาการ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ไม่อยากให้ลูกสาวเข้าวงการนี้
“การทำงาน มีรายได้ตั้งแต่เด็ก ทำให้เรารู้สึกสนุกกับการได้เงิน ก็หารายได้พิเศษมาตลอดตั้งแต่สมัยเรียน เพราะครอบครัวไม่ได้มีรายได้มากมาย อยากได้อะไรก็ต้องเก็บเงินซื้อเอง และไม่ชอบเป็นลูกน้องคนอื่นไปตลอด ชอบ อยากบริหารธุรกิจที่เป็นของตัวเอง”
ขณะที่เส้นทางการเป็นครูสอนบัลเลต์นั้น ครูกิ๊บเรียนบัลเลต์ถึงระดับเกรด 8 และได้ Certificates of Ballet Teaching Studies from Royal Academy of Dance ประเทศอังกฤษ รวมทั้งจบปริญญาตรีเกียรตินิยม จาก Hotel and Tourism Management, Bangkok University International College และจบปริญญาโท Master of Arts with Cultural Management จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
พอเรียนจบสมัครเป็นแอร์โฮสเตสของสายการบินเอมิเรตส์ ขณะเดียวกันก็สอนบัลเลต์และเปียโนในสถาบันดนตรีต่างๆ เป็นรายได้เสริมเดือนละ 6,000-1 หมื่นบาท จนตัดสินใจตั้งสถาบัน Dance Me Up ที่จามจุรีสแควร์ ด้วยเงินลงทุนเริ่มต้น 5 แสนบาท ลงมือทำตั้งแต่สอนเอง รับโทรศัพท์เอง ทำทุกอย่างเอง เริ่มต้นจากศูนย์ เพราะมีข้อตกลงกับสถาบันเดิม ห้ามบอกกับนักเรียน แต่ภายใน 3 เดือน สามารถคืนทุนได้ โดยการบอกปากต่อปาก
ครูกิ๊บ เล่าว่า ช่วงที่ต้องลงทุนขยายกิจการ ขยายพื้นที่ของ Dance Me Up ต้องเจอกับความเสี่ยงที่จะเกิดขึ้น แต่ก็ต้องเดินหน้า เพราะถือว่าถ้าเป็นความเสี่ยงกับสิ่งที่รัก มีโอกาสประสบความสำเร็จได้ เพราะเป็นสิ่งที่รู้อยู่แล้ว และก็ชอบที่จะลองท้าทายกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และในปี 2559 สถาบันได้ตัดสินใจขยายสาขาใหม่อีก 1 แห่ง ในเขตชานเมือง และปลายปีจะเปิดอีก 1 แห่ง และอยู่ระหว่างศึกษารูปแบบธุรกิจแฟรนไชส์ เพื่อขยายต่อยอดในอนาคต
สถาบัน Dance Me Up มีแนวคิดในการพัฒนาเด็กให้เติบโตมากขึ้น พัฒนาจนเป็นครู ซึ่งจากประสบการณ์ของครูกิ๊บที่สร้างตัวเองขึ้นมา จึงอยากให้พัฒนาการเช่นเดียวกันนั้น กับเด็กอีกหลายๆ คนที่มีศักยภาพ
“อยากให้สังคมไทยมองใหม่ การเต้นกินรำกิน ไม่ใช่จะทำเป็นอาชีพไม่ได้ สังคมไทย ยุคใหม่ต้องยอมรับในสิ่งใหม่ นำมาวิเคราะห์และสร้างให้เป็นจุดยืนของตัวเอง เวลาสอนนักเรียน จะต้องสอนวัฒนธรรมไทยควบคู่ไปด้วย จะต้องไม่ลืมวัฒนธรรมของไทย ซึ่งท้ายที่สุด สิ่งเหล่านี้สามารถต่อยอดได้เยอะ สามารถนำวัฒนธรรมไปเผยแพร่ในต่างประเทศได้” ครูกิ๊บ กล่าว
นี่คือวิสัยทัศน์ของครูกิ๊บ ซึ่งหากสามารถพัฒนาเด็กไทยให้คิดนอกกรอบ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ ไม่ยึดติดกับการเรียนวิชาการ เชื่อว่าอนาคตประเทศไทยจะพัฒนาไปได้ไกล และผู้ปกครอง พ่อแม่ต้องสนับสนุนให้เร็วที่สุด เช่นเดียวกับตัวเองที่รู้ว่าชอบอะไร มีโอกาสที่จะพัฒนาได้ โดยในส่วนของสถาบันได้ให้ทุนกับเด็กที่ไม่มีเงินจะเรียน หรือมีปัญหาทางบ้าน เพื่อส่งมอบโอกาสนั้นต่อไป
วันที่ 15 ต.ค.นี้ สถาบัน Dance Me Up จะจัดคอนเสิร์ต “Dance Your Heart Up” เพื่อแสดงศักยภาพของนักเรียนของสถาบันจำนวน 200 คน สู่สาธารณะ เป็นการแสดงที่ผสมผสานระหว่างการรำไทยบัลเลต์ รวมทั้งนาฏศิลป์ร่วมสมัย หลากหลายรูปแบบ เกิดขึ้นจากการเดินทางไปต่างประเทศและเห็นการแสดงในลักษณะนี้ และนำมาปรับใช้กับประเทศไทย
นอกจากการพัฒนาเด็กแล้ว สิ่งที่ครูกิ๊บและสถาบัน Dance Me Up ให้ความสำคัญ คือ การพัฒนาครู ต้องการสร้างครูที่รักการสอน เพื่อจะก้าวสู่การเป็นครูที่ดี และนี่คือหัวใจสำคัญของสถาบัน Dance Me Up การสอนต้องเป็นที่ 1 ในใจของนักเรียนและผู้ปกครอง







