
คลังชี้งบอัดฉีดจีดีพีโต1%
คาดมาตรการกระตุ้นอัดเม็ดเงินเข้าระบบจริงได้ 1.3 แสนล้านดึงเศรษฐกิจโตเพิ่ม 1%
คาดมาตรการกระตุ้นอัดเม็ดเงินเข้าระบบจริงได้ 1.3 แสนล้านดึงเศรษฐกิจโตเพิ่ม 1%
คณะกรรมการขับเคลื่อนมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุนของประเทศ ที่มีนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง เป็นประธาน ได้ประชุมเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา และประเมิน ว่าจะมีเม็ดเงินจากมาตรการกระตุ้นและการลงทุนที่รัฐบาลจะเร่งทยอยดำเนินการเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจวันที่21 ก.ย.ไปถึงปีหน้า 1.3 แสนล้านบาท จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เพิ่มประมาณ 1%
ทั้งนี้ เฉพาะปีนี้มาตรการดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวเพิ่มประมาณ0.4% และคาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจปีนี้ทั้งปีขยายตัวได้ถึง 3% และเป็นเม็ดเงินที่ทำให้เศรษฐกิจปีหน้าขยายตัวได้เพิ่มขึ้น 0.6% จะทำให้เศรษฐกิจปีหน้าจะขยายตัวได้ 4%
“มาตรการกระตุ้นและการเร่งลงทุนเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจโดยรวมมีเม็ดเงินมากกว่า 1.3 แสนล้านบาท แต่เป็นเรื่องปกติที่การใช้เม็ดเงินบางส่วนไม่สามารถเบิกจ่ายได้เต็มวงเงินที่ตั้งไว้ และการลงทุนบางโครงการยังล่าช้า อาจจะดำเนินการได้หลังปี 2559” แหล่งข่าวเปิดเผย
ด้านประธานหอการค้าภูธรทั่วประเทศ เชื่อว่า มาตรการที่รัฐบาลอัดฉีดเงินผ่านการให้กู้ของกองทุนหมู่บ้าน มาตรการให้งบลงทุนตำบลละ 5 ล้านบาท จะสามารถกระตุ้นเศรษฐกิจให้คึกคักได้ตั้งแต่ปลายปีนี้ไปถึงปีหน้า เนื่องจากจะช่วยให้ประชาชนฐานรากมีกำลังซื้อเพิ่มมากขึ้น
นายทวิสันต์ โลณานุรักษ์ ประธานกิตติมศักดิ์หอการค้าจังหวัดนครราชสีมา และอดีตเลขาธิการหอการค้าภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า เม็ดเงินที่ให้ผ่านการให้กู้ของกองทุนหมู่บ้านจะทำให้ประชาชนสามารถนำเงินไปใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เพื่อกระตุ้นให้เกิดกำลังซื้อในระดับชุมชนทั่วประเทศ เนื่องจากปัจจุบันกำลังการซื้อตกอยู่ในภาวะซบเซามาก เมื่อมีการนำเงินส่วนนี้ไปใช้จ่าย จะทำให้เกิดเงินหมุนเวียนในตลาดระดับล่างเพิ่มขึ้น ส่งผลต่อมาถึงเศรษฐกิจโดยรวมได้
อย่างไรก็ตาม หากมีบางส่วนที่จะนำเงินกองทุนหมู่บ้านไปใช้ในการประกอบธุรกิจ และสร้างผลกำไรให้เกิดขึ้น ก็ถือว่าเป็นผลพลอยได้ แต่คาดว่าจะเป็นเพียงส่วนน้อย
“สิ่งที่เป็นห่วง ก็คือ ปัจจุบันคนไทยมีหนี้ครัวเรือนอยู่แล้ว ครัวเรือนละประมาณ 3 แสนบาท หากมีการกู้ยืมเงินส่วนนี้มา ก็จะเป็นการเพิ่มหนี้ครัวเรือนอีก ดังนั้นรัฐบาลจึงควรมีหน่วยงานที่เชี่ยวชาญด้านการบริหารการเงิน เพื่อลงพื้นที่ไปให้ความรู้ความเข้าใจกับประชาชน เพื่อให้เขาสามารถบริหารจัดการการเงินไม่ให้เป็นหนี้ครัวเรือนพอกเป็นหางหมูกว่านี้”นายทวิสันต์ กล่าว







