
หยวน-เหรียญสหรัฐป่วนโลก ‘สศค.’มั่นใจเศรษฐกิจโตเพิ่ม0.4%
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก เปิดเผยผลสำรวจความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ว่า มีแนวโน้มที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้ที่ 32%
สำนักข่าวบลูมเบิร์ก เปิดเผยผลสำรวจความน่าจะเป็นที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ย ว่า มีแนวโน้มที่เฟดจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้ที่ 32% และจะขึ้นอัตราดอกเบี้ยในเดือน ธ.ค. 62% โดยความน่าจะเป็นในการขึ้นอัตราดอกเบี้ยในสัปดาห์นี้ ปรับตัวลดลงภายหลังจากที่จีนเริ่มอ่อนค่าเงิน
ดังกล่าวในเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา
หลี่หลิวหยาง หัวหน้านักวิเคราะห์ตลาดการเงินของมิตซูบิชิ ยูเอฟเจ ธนาคารญี่ปุ่น สาขาเซี่ยงไฮ้ เปิดเผยว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) จะช่วยสร้างเสถียรภาพให้แก่ค่าเงินหยวน เนื่องจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าวจะช่วยลดความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในตลาดหลักทรัพย์และตลาดค่าเงินทั่วโลกในขณะนี้
นอกจากนี้ หลี่หลิวหยาง ยังเปิดเผยอีกด้วยว่า การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟดจะไม่กระทบต่อจีนมากเท่ากับความไม่แน่นอนจากการขึ้นอัตราดอกเบี้ยดังกล่าว ซึ่งสร้างความผันผวนให้แก่ตลาดทั่วโลก
“ค่าเงินหยวนอาจจะมีเสถียรภาพหลังจากที่เกิดเหตุแรงๆ ครั้งหนึ่ง (การขึ้นอัตราดอกเบี้ยของเฟด) ซึ่งอาจจะช่วยนำเสถียรภาพมาสู่อัตราดอกเบี้ยท้องถิ่น และความจำเป็นที่จะเข้าแทรกแซงเงินหยวนก็จะลดลงไป” หลี่หลิวหยาง กล่าว
ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงอย่างมากในเดือน ส.ค. หลังจากจีนปรับลดอัตราอ้างอิงแลกเปลี่ยนค่าเงินหยวนรายวันลงติดต่อกันหลายครั้ง ส่งผลให้ค่าเงินหยวนอ่อนค่าลงมากที่สุดในรอบ 20 ปี และเป็นปัจจัยให้ธนาคารกลางจีน (พีบีโอซี) เข้าแทรกแซงตลาดค่าเงินหยวน เช่น การออกข้อตกลงการซื้อคืนพันธบัตรระยะเวลา 7 วัน เป็นมูลค่าหลายแสนล้านหยวน โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาจีนได้ออกพันธบัตรดังกล่าวไป 1.5 แสนล้านหยวน
อาชนัน เกาะไพบูลย์ อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวภายในงานสัมมนาเรื่อง “เศรษฐกิจโลกกับการส่งออกของไทย : ปัจจัยและผลกระทบ” ว่า สถานการณ์การส่งออกของไทยปีนี้ที่ติดลบ เป็นไปตามสภาพเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวลง และในทางวิชาการก็ยังไม่สามารถสรุปชัดเจนได้ว่า ที่ผ่านมาไทยพึ่งพาการส่งออกมากเกินไปหรือไม่ เพราะเมื่อพิจารณาโครงสร้างดูแล้ว จะเห็นว่ามูลค่าการส่งออกของไทย 2 ใน 3 มาจากการส่งออกที่เป็นส่วนหนึ่งในเครือข่ายการผลิตของบริษัทข้ามชาติ และที่ผ่านมาการขยายตัวของการส่งออกได้อานิสงส์จากราคาสินค้าโภคภัณฑ์ที่เพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด แต่ขณะนี้กำลังเข้าสู่วัฏจักรขาลง
นอกจากนี้ ตลาดส่งออกที่ลดลงส่วนใหญ่เป็นตลาดที่มีการทำข้อตกลงเขตการค้าเสรี (เอฟทีเอ) ร่วมกับไทย ดังนั้นจึงจำเป็นต้องทบทวนว่าคุ้มที่จะทำเอฟทีเอด้วยหรือไม่ หากไม่คุ้มก็ต้องเลือกคู่เจรจาที่
เหมาะสม เพราะเศรษฐกิจโลกที่ยังฟื้นตัวช้า ทำให้ทุกประเทศมีแนวโน้มที่จะใช้เอฟทีเอในการช่วยกระตุ้นการค้าประเทศตัวเอง จึงมีโอกาสที่จะใช้มาตรการกีดกันการค้าที่ไม่ใช่ภาษี (เอ็นทีบี) แฝงกับการค้าสูงขึ้น
กฤษฎา จีนะวิจารณะ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง เปิดเผยว่า สศค.ได้ประเมินผลของมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่รัฐบาลออกมาในขณะนี้ จะทำให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เพิ่ม 0.4% ทำให้ทั้งปีเชื่อว่าจะขยายตัวได้ 3% ตามที่ประเมินไว้ล่าสุด
ทั้งนี้ การประเมินของ สศค. คาดว่ามาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการปล่อยสินเชื่อกองทุนหมู่บ้าน การให้เงินลงทุนตำบล และการเร่งโครงการลงทุนขนาดเล็ก วงเงินรวมทั้งหมด 1.36 แสนล้านบาท รวมถึงมาตรการปล่อยสินเชื่อเอสเอ็มอี 1 แสนล้านบาท หากเม็ดเงินเข้าระบบทั้งหมดก็จะช่วยให้เศรษฐกิจขยายตัวได้เพิ่มตามที่คาดไว้ อย่างไรก็ตาม สุดท้ายต้องประเมินผลว่าการเบิกจ่ายและการใช้เงินจะได้ตามเป้าที่คาดไว้หรือไม่
กฤษฎา กล่าวว่า รัฐบาลได้ออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจต่อเนื่อง ทั้งการกระตุ้นการใช้จ่ายและการลงทุน ซึ่งมีมาตรการภาษีส่งเสริมการลงทุนผ่านคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) เพิ่มเติม ขณะเดียวกันยังมีการลดภาษีนิติบุคคลให้กับผู้ประกอบการเหลือ 10% เป็นเวลาอีก 2 ปี
นอกจากนี้ รัฐบาลยังมีการตั้งคณะกรรมการขึ้นมาพิจารณามาตรการกระตุ้นการลงทุนภายใน 1-2 ปี ซึ่งจะดูว่าจะส่งเสริมอุตสาหกรรมกลุ่มไหน และจะใช้มาตรการภาษีส่วนไหนเข้ามาสนับสนุน
ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จะเป็นประธานประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ที่กระทรวงการคลัง โดยจะมีผู้บริหารคลังรวมถึงกรมภาษีต่างๆ เข้าร่วมประชุมรับฟังความคิดเห็นด้วย







