
ปั๊มงบฟื้นเศรษฐกิจ สั่งเช็กรายไตรมาส-เบิกไม่ทันริบทันที
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
โดย...อนัญญา มูลเพ็ญ
ท่ามกลางสถานการณ์เศรษฐกิจไทยที่มีแนวโน้มชะลอตัวต่อเนื่องจนถึงปีหน้า จากปัจจัยลบรอบด้านทั้งการส่งออกที่ปีนี้คาดว่าจะติดลบ 3-4% กำลังซื้อในประเทศชะลอตัวจากเศรษฐกิจที่ซบเซา และการติดกับดักหนี้สินของครัวเรือน ในขณะที่การลงทุนเอกชนยังไม่แน่นอน ส่งผลให้การใช้จ่ายเงินงบประมาณของภาครัฐทวีความสำคัญยิ่ง
สมศักดิ์ โชติรัตนะศิริ ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ ให้สัมภาษณ์พิเศษ “โพสต์ทูเดย์” ว่า รัฐบาลได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในระยะสั้นไปแล้ว ซึ่งในส่วนมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับตำบล 7,255 ตำบล โดยจัดสรรงบให้ตำบลละ 5 ล้านบาท รวม 3.62 หมื่นล้านบาทนั้น สำนักงบฯ ได้ประสานกับกระทรวงมหาดไทยให้เสนอของบเข้ามาภายในวันที่ 15 ก.ย. จากนั้นจะเริ่มทยอยอนุมัติตั้งแต่วันที่ 15-30 ก.ย. และให้จังหวัดเป็นหน่วยงานเบิกจ่ายงบให้ตำบลต่างๆ สำหรับโครงการที่ผ่านการกลั่นกรองแล้ว
ขณะที่มาตรการกระตุ้นการลงทุนขนาดเล็กทั่วประเทศไม่เกิน 1 ล้านบาท/โครงการ 4 หมื่นล้านบาท แบ่งเป็นเงินจากงบรายจ่ายของส่วนราชการปีงบประมาณ 2559 จำนวน 1.6 หมื่นล้านบาท ซึ่งส่วนราชการจะต้องทำเรื่องขอรับจัดสรรงบตั้งแต่วันที่ 4 ก.ย. และเงินจากงบกลางรายจ่ายสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินหรือจำเป็น ปีงบประมาณ 2558 อีก 2.4 หมื่นล้านบาท ให้ส่วนราชการทำเรื่องของบมาได้ตั้งแต่วันที่ 11 ก.ย. จากนั้นสำนักงบฯ จะรวบรวมโครงการเสนอให้คณะรัฐมนตรี (ครม.) อนุมัติภายในวันที่ 22 ก.ย.นี้ และทุกโครงการต้องเซ็นสัญญาและดำเนินการให้เสร็จภายในวันที่ 31 ธ.ค.นี้
ในส่วนมาตรการส่งเสริมความเป็นอยู่ระดับหมู่บ้าน ผ่านการให้สินเชื่อผ่านกองทุนหมู่บ้านเกรดเอและบี 6 หมื่นล้านบาท รวมถึงโครงการเสริมสภาพคล่องระยะสั้นให้แก่เอสเอ็มอีวงเงิน 1 แสนล้านบาทนั้น สำนักงบฯ จะจัดสรรงบเพื่อชดเชยอัตราดอกเบี้ยตั้งแต่ปีงบ 2560 ต่อไป
“เงินกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.3 แสนล้านบาท ที่ดูแลผู้มีรายได้น้อยจะต้องเข้าสู่ระบบภายในปีนี้ท่านนายกฯ ได้มอบให้ท่านสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี จัดการ ซึ่ง 6 หมื่นล้านบาท ในส่วนกองทุนหมู่บ้านมันหมดแน่นอน เพราะเป็นการปล่อยเข้ากองทุนฯ ส่วนการเบิกจ่ายงบโครงการลงทุนขนาดเล็ก แม้จะยากแต่ถ้าจะให้เกิดการจ้างงานเร็วๆ ก็ต้องทำเรื่องซ่อมบำรุงเล็กๆ งานทาสี และงานซ่อมบ้านพักที่ทำการต่างๆ ใช้เงินไม่กี่ตังค์ต่อหลัง นี่เป็นโอกาสแล้ว” สมศักดิ์ กล่าว
สำหรับมาตรการด้านการเพิ่มประสิทธิภาพการเบิกจ่ายงบปี 2559 นั้น สมศักดิ์ ระบุว่า ครม.มีมติเห็นชอบกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายงบรวมที่ 96% แบ่งเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำ 98% และงบประมาณเพื่อการลงทุน 87% พร้อมทั้งกำหนดเป้าหมายการเบิกจ่ายรายไตรมาส คือ การเบิกจ่ายงบรวมไตรมาส 1-4 จะอยู่ที่ 30% 22% 21% และ 23% ตามลำดับ ส่วนงบลงทุนไตรมาส 1-4 อยู่ที่ 19% 21% 21% และ 26% ตามลำดับ
“แม้ว่าการตั้งเป้าหมายเบิกจ่ายปี 2559 จะเท่ากับปี 2558 แต่ในรายละเอียดได้มีการปรับให้มีความเป็นไปได้มากขึ้น เช่น ไตรมาสแรกงบลงทุนตั้งเป้า 19% เทียบกับ 29% ในปีงบ 2558 และเบิกจ่ายได้เพียง 9% ขณะที่ไตรมาสต่อๆ ไปก็ตั้งเป้าให้มันมีความเป็นไปได้มากขึ้น และในไตรมาสแรกแม้จะตั้งเป้าต่ำที่ 19% แต่ไม่ได้หมายความว่าจะมีเงินเข้าสู่ระบบน้อยลง เพราะจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอื่นๆ เข้ามาเพิ่มขึ้น ทำให้มีเงินกระตุ้นเศรษฐกิจเข้าสู่ระบบในช่วงไตรมาสแรกของปีงบ 2559 จะสูงกว่าไตรมาสแรกของปีงบ 2558 ประมาณ 7.4 หมื่นล้านบาท” สมศักดิ์ อธิบาย
นอกจากนี้ สำนักงบฯ ได้ให้ส่วนราชการทำแผนปฏิบัติงาน แผนการใช้จ่ายงบประมาณส่งมาที่สำนักงบฯ ภายในวันที่ 4 ก.ย. ซึ่งขณะนี้ข้อมูลเกือบครบแล้ว จากนั้นสำนักงบฯ จะพิจารณาแผนปฏิบัติการและจัดสรรเงินภายในวันที่ 1 ต.ค.นี้
“ภายใต้มาตรการเร่งรัดเบิกจ่ายได้กำหนดให้โครงการที่มีเงินลงทุนไม่เกิน 2 ล้านบาท ต้องทำสัญญาและเบิกจ่ายภายในไตรมาสแรกของปีงบ 2559 (ต.ค.-ธ.ค. 2558) ถ้าเป็นโครงการที่มูลค่าเกิน 2 ล้านบาท แต่ไม่เกิน 500 ล้านบาท ให้ทำสัญญาผูกพันภายในไตรมาสแรก (ต.ค.-ธ.ค. 2558) และเบิกจ่ายให้เสร็จภายใน 2-4 โครงการที่มูลค่าลงทุนตั้งแต่ 500 ล้านบาทขึ้นไป ให้ทำสัญญาภายในไตรมาส 2 (ม.ค-มี.ค. 2559) และเบิกจ่ายให้เสร็จภายในไตรมาส 2-4 ของปีงบ 2559” สมศักดิ์ ระบุ
สมศักดิ์ ยังกล่าวว่า รองนายกฯ สมคิด ได้เสนอแนวทางเพื่อให้มีการใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น คือ ให้ทุกส่วนราชการไปพิจารณาว่ามีโครงการใดที่จะปรับให้สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลหรือมาตรการการกระตุ้นเศรษฐกิจหรือไม่ หากมีก็ให้ไปขอความเห็นชอบจากรัฐมนตรีเจ้าสังกัด จากนั้นก็สามารถตกลงกับสำนักงบประมาณได้ทันที เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมามีการปรับ ครม. อาจมีโครงการที่ต้องมีการปรับปรุง และ ครม.ได้มีมติเมื่อวันที่ 1 ก.ย. 2558 อนุมัติให้สามารถดำเนินการได้ตามข้อเสนอของรองนายกฯ และสำนักงบฯ ได้ออกหนังสือเวียนแจ้งให้ทุกส่วนราชการทราบแล้ว
สมศักดิ์ มั่นใจว่า การเบิกจ่ายปี 2559 จะเป็นไปตามเป้า โดยเฉพาะมาตรการการเร่งรัดการเบิกจ่ายงบในโครงการไม่มีวงเงินเกิน 2 ล้านบาท ซึ่งมีกรอบวงเงิน 3.2 หมื่นล้านบาท และกำหนดให้ทำสัญญาและเบิกจ่ายภายในไตรมาสแรกหรือก่อนสิ้นปี 2558 ในขณะที่ก่อนหน้านี้กรมบัญชีกลางได้ประกาศระเบียบพัสดุให้การใช้งบวงเงินไม่เกิน 5 แสนบาท สามารถใช้วิธีตกลงราคาได้ ส่วนงบที่มีวงเงิน 5 แสนบาทแต่ไม่เกิน 2 ล้านบาท ให้ใช้วิธีสอบราคาได้ และการที่ระเบียบพัสดุฯ ฉบับปรับปรุงได้กำหนดระยะเวลาให้ใช้ได้ถึงวันที่ 31 มี.ค. 2559 จะยังเป็นการกระตุ้นให้มีการเร่งรัดทำสัญญาและเบิกจ่ายให้โครงการขนาดเล็กภายในกรอบเวลานี้ เนื่องจากมีความสะดวกในการดำเนินการ และจะทำให้เงินลงสู่ระบบเศรษฐกิจเร็วขึ้น
ส่วนโครงการที่จะใช้วิธีประกวดราคาอิเล็กทรอนิกส์ (อี-บิดดิ้ง) และวิธีตลาดอิเล็กทรอนิกส์ (อี-มาร์เก็ต) จะเป็นโครงการที่มีมูลค่าตั้งแต่ 2 ล้านบาทขึ้นไป ซึ่งส่วนตัวมองว่าไม่น่าจะมีอุปสรรคในการเบิกจ่ายแต่อย่างใด แม้ว่าส่วนราชการจะยังไม่คุ้นชินกับระบบใหม่ก็ตาม
“งบปี 2559 จะเข้มงวดกว่างบปี 2558 กำหนดเวลาที่โครงการลงทุนทั้ง 100% คือประมาณ 5.4 แสนล้านบาท ต้องทำสัญญาผูกพันภายในวันที่ 31 มี.ค. 2559 ถ้าไม่ทันยึดเลย ทั้งหมดเลย นี่คือเป้าหมายรวม เป้าหมายที่ท่านนายกฯ ให้มาหนักกว่านี้เป็นรายไตรมาสเลย ใครทำไม่ได้เป้าแต่ละไตรมาสจะยึดงบทันที เช่น งบไตรมาสแรกเบิกไม่ได้ 19% ก็ยึดที่เหลือคืน งบไตรมาส 2 ใครไม่ได้ 21% ก็ยึดอีก ท่านให้ดูเป็นรายไตรมาส เมื่อยึดมาแล้วก็ใส่เข้างบกลาง กระทรวงไหนมีนโยบายดีๆ สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลก็ค่อยทำจัดสรรงบไป” สมศักดิ์ กล่าว
สมศักดิ์ บอกว่า ในกรณีที่รัฐบาลต้องการออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มเติม รัฐบาลก็สามารถนำงบกลางมาใช้ได้ตามความจำเป็น เพราะตามปกติแล้วในช่วงไตรมาส 1-2 จะมีการเบิกจ่ายงบกลางน้อย แต่จะเบิกจ่ายมากที่สุดในช่วงไตรมาส 3 และ 4 หากรัฐบาลเห็นว่าควรมีมาตรการเร่งรัดก็เพิ่มการเบิกจ่ายงบกลางในช่วงไตรมาส 1-2 ได้
“เท่าที่ฟังส่วนราชการแล้วถือว่าปีงบ 2559 ได้มีการเตรียมการที่ดีกว่าปีก่อน และขณะนี้มีบางส่วนราชการประกาศจัดซื้อจัดจ้างไปหมดแล้ว อีกทั้งในปีงบ 2559 ส่วนราชการจะไม่มีภาระเบิกจ่ายงบปี 2558 ที่ค้างอยู่เหมือนกับที่เป็นมาทุกปี” สมศักดิ์ ระบุ







