
ท่องเที่ยวไทยอนาคตสดใส พราวฯ เร่งขยายลงทุนเพิ่ม
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวถือเป็นหัวใจหลักในการดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศ หลังจากเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวและเงินบาทที่อ่อนค่าลง เป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจดังกล่าวมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
อุตสาหกรรมท่องเที่ยวถือเป็นหัวใจหลักในการดึงดูดเม็ดเงินจากต่างประเทศ หลังจากเศรษฐกิจในประเทศชะลอตัวและเงินบาทที่อ่อนค่าลง เป็นแรงผลักดันให้ธุรกิจดังกล่าวมีโอกาสเติบโตได้อีกมาก
น.ส.พราวพุธ ลิปตพัลลภ กรรมการบริหาร บริษัท พราว เรียลเอสเตท เปิดเผยว่า ในช่วงที่เหลือของปีนี้ ภาคการท่องเที่ยวนั้นมีแนวโน้มเติบโตดีขึ้นเพราะเป็นช่วงไฮซีซั่น เชื่อว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้ามาเที่ยวในไทยเพิ่มมากขึ้น สำหรับตลาดหัวหินคาดการณ์ว่าจะมีจำนวนนักท่องเที่ยวประมาณ 3.5 ล้านคน เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่อยู่ที่ 3 ล้านคน ประกอบกับการเปิดประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (เออีซี) ในช่วงปลายปี จะเป็นการส่งเสริมธุรกิจท่องเที่ยวและโรงแรมให้เติบโตดีขึ้น
สำหรับแผนธุรกิจของบริษัท จะเน้นการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์รองรับการท่องเที่ยว เน้นโครงการมิกซ์ยูสในรูปแบบเช่า สัดส่วน 60% ปัจจุบันมีโครงการอยู่ระหว่างดำเนินการ คือ โรงแรมอินเตอร์คอนติเนนตัล หัวหิน ปีนี้อัตราเข้าพักจะอยู่ที่ 70% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาที่อยู่ที่ 65% ซึ่งได้ลงทุนขยายเพิ่มอีก 40 ห้อง จะเปิดให้บริการ ต.ค.นี้ ส่วนสวนน้ำวานา นาวา เปิดบริการมาประมาณ 10 เดือน ได้รับผลตอบรับดี ช่วงครึ่งปีที่ผ่านมามีผู้ใช้บริการ 3 แสนคน เป็นชาวไทย 80% และต่างชาติ 20% คาดว่าสิ้นปีนี้จะมีผู้ใช้บริการถึง 5 แสนคน มีรายได้ประมาณ 500 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังได้เปิด “วานาดิโอ” สตูดิโอถ่ายภาพใต้น้ำแห่งแรกในไทย โดยช่างภาพมืออาชีพ ที่ได้ร่วมกับบริษัท แคนนอน มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) และเตรียมก่อสร้างโรงแรมฮอลิเดย์ อินน์ รีสอร์ท หัวหิน วานานาวา จำนวน 300 ห้อง มูลค่า 1,800 ล้านบาท คาดว่าจะก่อสร้างเสร็จปี 2560
ขณะเดียวกันบริษัทอยู่ระหว่างการศึกษาแผนการขยายโครงการใหม่ในรูปแบบมิกซ์ยูส ทั้งในพื้นที่กรุงเทพฯ และหัวเมืองท่องเที่ยว เช่น ภูเก็ต เป็นต้น แต่ละแห่งใช้พื้นที่ประมาณ 20-30 ไร่ และเงินลงทุนไม่ต่ำกว่า 1,000 ล้านบาท จะมีความชัดเจนในปี 2559
ด้านที่อยู่อาศัยเพื่อขาย คิดเป็นสัดส่วน 40% ได้แก่ โครงการ พาร์ค 24 เฟส 1 ยอดขาย 90% เฟสที่ 2 ยอดขาย 50% ส่วนคอนโดมิเนียมใหม่ในพื้นที่สวนน้ำวานา นาวา เดิมจะเปิดขายในปีนี้ แต่เลื่อนไปเปิดในปี 2559 เพราะซัพพลายสะสมในตลาดยังมีมาก โดยบริษัทจะปรับรูปแบบเพื่อเจาะกลุ่มตลาดที่ยังมีความต้องการซื้อให้เหมาะสม คาดว่าราคาจะอยู่ที่ 1 แสนบาท/ตารางเมตร จับกลุ่มลูกค้าครอบครัว







