
กองทุนการออมแห่งชาติ เรื่องต้องรู้สำหรับผู้ประกอบอาชีพอิสระ
โดย...ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์
โดย...ฉัตรพงศ์ วัฒนจิรัฏฐ์
การส่งเสริมให้คนไทยออมเงินเพื่อเกษียณเป็นเรื่องที่ภาครัฐให้ความสำคัญมาอย่างต่อเนื่อง จากการสร้างแบบแผนการออมภาคบังคับผ่านกองทุนประกันสังคม ซึ่งภาครัฐให้การสนับสนุนเงินสมทบสำหรับผู้เป็นสมาชิกหรือผู้ประกันตน รวมทั้งแบบแผนการออมภาคสมัครใจผ่านกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (Provident Fund) และกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (Retirement Mutual Fund) ซึ่งภาครัฐให้สิทธิลดหย่อนภาษี อย่างไรก็ดี รูปแบบการออมเหล่านี้ก็ยังไม่ครอบคลุมคนไทยวัยแรงงานส่วนใหญ่ โดยสองในสามของแรงงานทั้งหมดหรือประมาณ 24 ล้านคนที่ประกอบอาชีพอิสระ ไม่ได้อยู่ภายใต้สังกัดนายจ้างใด ทำให้ไม่สามารถสมัครเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ของประกันสังคม หรือเข้าถึงกองทุนสำรองเลี้ยงชีพได้ ส่วนแรงงานที่มีรายได้น้อยไม่เกิน 2.4 แสนบาท/ปี ซึ่งยังไม่เข้าข่ายต้องเสียภาษีนั้นก็ย่อมไม่สนใจสิทธิประโยชน์จากกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ
ดังนั้น แบบแผนการออมใหม่ซึ่งเริ่มใช้เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา คือ กองทุนการออมแห่งชาติ (กอช.) จึงเริ่มมีบทบาทสำคัญเพื่อให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระได้เข้าสู่ระบบการออมเพื่อวัยเกษียณ แบบแผนนี้เป็นการออมภาคสมัครใจซึ่งเจาะกลุ่มเฉพาะ คือผู้ที่ “ไม่อยู่ในกองทุนตามกฎหมายอื่นที่ได้รับเงินสมทบจากรัฐหรือนายจ้าง” ซึ่งหมายถึงผู้ที่ไม่ใช่ผู้ประกันตนตามมาตรา 33 (มีนายจ้าง) หรือมาตรา 39 (เคยเป็นลูกจ้าง ต่อมาลาออกและนำส่งเงินเอง) รวมทั้งสมาชิกกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ โดยเงินที่สมาชิกสะสมเข้าไปนั้นจะได้รับเงินสมทบจากภาครัฐเป็นการหนุนอีกแรงหนึ่ง เงื่อนไขคร่าวๆ ประกอบด้วย
l สะสมเข้ากองทุนในเดือนใดก็ได้ อย่างน้อยครั้งละ 50 บาท แต่สูงสุดไม่เกิน 1.32 หมื่นบาทในแต่ละปี
l ได้รับเงินสมทบภาครัฐในอัตราที่แตกต่างกัน ขึ้นกับช่วงอายุ ได้แก่ (1) อายุ 15-30 ปี รัฐสมทบให้ 50% ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 600 บาท/ปี (2) อายุ 31-50 ปี รัฐสมทบให้ 80% ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 960 บาท/ปี (3) อายุ 51-60 ปี รัฐสมทบให้ 100% ของเงินสะสม แต่ไม่เกิน 1,200 บาท/ปี
l เมื่อครบอายุ 60 ปีบริบูรณ์ มีสิทธิได้รับเงินบำนาญ คือเงินที่จะจ่ายให้เป็นรายเดือนไปตลอดชีพ โดยจำนวนเงินบำนาญขึ้นอยู่กับจำนวนเงินสะสมในกองทุนและผลตอบแทน
การมี กอช.นั้นนอกจากจะทำให้ผู้ประกอบอาชีพอิสระได้เข้าถึงแหล่งเงินออม ช่วยลดช่องว่างระหว่างแรงงานที่เป็นลูกจ้างและผู้ประกอบอาชีพอิสระแล้ว ยังช่วยปรับระบบการออมเพื่อเกษียณของไทยให้เข้าที่เข้าทางมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันผู้ประกอบอาชีพอิสระหลายท่านก็มีการออมเพื่อเกษียณผ่านกองทุนประกันสังคมอยู่แล้ว เรียกว่าเป็น “ผู้ประกันตนตามมาตรา 40” แต่ก่อนจะอธิบายต่อว่าจะต้องปรับอย่างไรนั้น ก็ขอทำความเข้าใจทางเลือกการออมของผู้ประกันตนกลุ่มนี้ก่อน
ตามตาราง (ดูกราฟฟิก) แสดงทางเลือกออม 3 แบบสำหรับผู้ประกันตนตามมาตรา 40 โดยมีสิทธิประโยชน์แตกต่างกันประกอบด้วย ทางเลือกที่ 1 ให้เงินทดแทนกรณีเจ็บป่วย ทุพพลภาพ และเสียชีวิต ทางเลือกที่ 2 ให้สวัสดิการเหมือนทางเลือกที่ 1 และเพิ่มเติมการสะสมเงินเพื่อรับเงินก้อนในยามเกษียณ ส่วนทางเลือกที่ 3 นั้นเน้นการออมเพื่อวัยเกษียณเพียงอย่างเดียว โดยเป็นการรับเงินแบบบำนาญ ซึ่งทางเลือกที่ 3 นี้เป็นรูปแบบที่คล้ายกับ กอช.นั่นเอง ทั้งนี้ หากใครต้องการได้รับสวัสดิการอื่นเพิ่มย่อมสามารถทำได้ด้วยการผสมทางเลือกนี้กับทางเลือกอื่นๆ
ดังนั้น เมื่อ กอช.จะมาเป็นแบบแผนการออมสำหรับผู้ประกอบวิชาชีพอิสระ ก็จะส่งผลให้ผู้ประกันตนตามมาตรา 40 ทางเลือกที่ 3 ต้องตัดสินใจว่าจะโอนย้ายเงินของตนเองเข้าไปอยู่ภายใต้การบริหารของ กอช.หรือไม่ (ปัจจุบันรอการแก้ไขกฎหมายประกันสังคมเกี่ยวกับมาตรา 40) โดยหากเลือกโอนไปยัง กอช.ก็จะได้สิทธิเงินสมทบจากภาครัฐต่อไป ส่วนผู้ที่ทำการผสมทางเลือกที่ 3 ไว้กับทางเลือกที่ 1 หรือ 2 นั้นก็ง่ายๆ คือจะกลับไปเสมือนว่าตนเองมีทางเลือกที่ 1 หรือทางเลือกที่ 2 เพียงอย่างเดียวเท่านั้นเอง แต่หากเลือกไม่โอนก็หมายความว่าลาออกจากการเป็นผู้ประกันตน และนำเงินที่ตนเองสะสมรวมทั้งเงินที่รัฐให้การสมทบไว้ออกมา
ทั้งนี้ คำแนะนำจาก K-Expert ก็ตรงไปตรงมามากคือ การโอนย้ายไปเป็นสมาชิก กอช.ย่อมเป็นทางเลือกที่ทำให้ตนเองมีแหล่งเงินออมเพื่อเกษียณที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐต่อไป และสิ่งที่จะแนะนำเพิ่มเติมคือควรลองคำนวณประมาณการเงินบำนาญที่จะได้รับจาก กอช.ด้วยว่าเพียงพอต่อความต้องการหรือไม่ เราอยากให้มอง กอช.เป็นเครื่องมือช่วยให้เห็น “ความสำคัญของการออมเพื่อวัยเกษียณ” ที่จะกระตุ้นให้เราเห็นความสำคัญและแสวงหาวิธีการออมการลงทุนแบบอื่นๆ เพิ่ม รวมทั้งการวางแผนสร้างรายได้ที่มั่นคงในวัยเกษียณ







