posttoday
บาทอ่อนหนุน กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

บาทอ่อนหนุน กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์

15 กันยายน 2558

ค่าเงินบาทอ่อนค่าหนักสุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ต้นปี 2558 จนถึงปัจจุบัน ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงแล้ว 10% จาก 32.91 บาท/เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 36.13 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบ 10 ปี และทำให้ค่าเงินบาทเฉลี่ยในปีนี้เท่ากับ 33.53 บาท/เหรียญสหรัฐ อ่อนค่า 3.2% จากค่าเฉลี่ยในปีก่อน เฉลี่ยอยู่ที่ 32.48 บาท แนวโน้มน่าจะยังอ่อนต่อเนื่องไปในปีหน้า ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดการณ์ค่าเงินบาทในปีหน้า เฉลี่ยที่ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ

ค่าเงินบาทอ่อนค่าหนักสุดในรอบ 10 ปี นับตั้งแต่ต้นปี 2558 จนถึงปัจจุบัน ค่าเงินบาทเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐอ่อนค่าลงแล้ว 10% จาก 32.91 บาท/เหรียญสหรัฐ มาอยู่ที่ 36.13 บาท/เหรียญสหรัฐ ซึ่งถือเป็นระดับอ่อนค่าที่สุดในรอบ 10 ปี และทำให้ค่าเงินบาทเฉลี่ยในปีนี้เท่ากับ 33.53 บาท/เหรียญสหรัฐ อ่อนค่า 3.2% จากค่าเฉลี่ยในปีก่อน เฉลี่ยอยู่ที่ 32.48 บาท แนวโน้มน่าจะยังอ่อนต่อเนื่องไปในปีหน้า ทั้งนี้ฝ่ายวิเคราะห์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดการณ์ค่าเงินบาทในปีหน้า เฉลี่ยที่ 35 บาท/เหรียญสหรัฐ

เป็นบวกต่อกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์

เนื่องด้วยอุตสาหกรรมชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่จัดอยู่ในอุตสาหกรรมกลางน้ำ อาทิ IC และ PCB และเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก โดยมีรายได้ส่วนใหญ่เป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐ และมีบางส่วนเป็นเงินยูโร ทั้งนี้ 4 บริษัทในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ที่เราทำการศึกษา (DELTA, HANA, KCE, SVI) มีสัดส่วนรายได้เป็นสกุลเงินเหรียญสหรัฐ เฉลี่ยอยู่ที่ 70-100% ทำให้ได้รับผลบวกจากค่าเงินบาทอ่อนค่าเมื่อเทียบกับเงินเหรียญสหรัฐ

ค่าเงินบาทอ่อนจะส่งผลบวกต่อกำไรในระยะถัดไป

ผลบวกของค่าเงินบาทอ่อนค่ามี Lag Time ต่อการส่งผ่านไปยังผลการดำเนินงาน เพราะทุกบริษัทจะมีนโยบายในการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยนครอบคลุมทุกธุรกรรม และมีระยะเวลาในการทำสัญญา Forward อย่างน้อย 3-6 เดือน ดังนั้นด้วยค่าเงินบาทที่อ่อนตัวลงมาตั้งแต่ต้นปี 2558 แม้เป็นบวกต่อรายได้และอัตรากำไรขั้นต้น แต่ทุกบริษัทได้เผชิญกับผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนในช่วงครึ่งปีแรกจากการทำสัญญา Forward ล่วงหน้า แนวโน้มค่าเงินบาทที่ยังอ่อนตัวต่อเนื่องไปในครึ่งปีหลังและยาวไปในปีหน้า จะเป็นบวกต่อผลการดำเนินงานมากขึ้น (แต่หากค่าเงินบาทผันผวน จะเป็นลบต่อผลกำไร เพราะการบริหารทำได้ยากขึ้น)

ปรับเพิ่มกำไรกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ปีหน้าเป็นโต 18.2% เดิมคาดโต 12.6%

สำหรับปีนี้ เราคงสมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยนไว้ที่ 33 บาท/เหรียญสหรัฐ แต่ปรับสมมติฐานอัตราแลกเปลี่ยนเป็น 35 บาท/เหรียญสหรัฐ จากเดิม 33 บาท ทำให้กำไรจากการดำเนินงานหลักของกลุ่มในปี 2559 เพิ่มขึ้นจากประมาณการเดิม 5% เป็นเติบโต 18.2% จากเดิมที่คาดว่าจะเติบโต 12.6% เติบโตในอัตราเร่งขึ้นจากปีนี้ที่คาดกำไรโตเพียง 10.8% (โดยมีผลประกอบการของ HANA เป็นตัวฉุด) ทั้งนี้จากการวิเคราะห์ Sensitivity ของค่าเงิน เราพบว่าการเปลี่ยนแปลงค่าเงินบาททุกๆ 1 บาท จะกระทบต่อกำไรของกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ราว 2.4% และเราปรับไปใช้ราคาตามปัจจัยพื้นฐานของปี 2559 ดังนี้ DELTA (ราคาพื้นฐาน 80 บาท), HANA (ราคาพื้นฐาน 33 บาท), KCE (ราคาพื้นฐาน 63 บาท) และ SVI (ราคา
พื้นฐาน 6.40 บาท)

เลือก SVI เป็น Top Pick ของกลุ่ม

SVI มีอัตราการเติบโตของกำไรปี 2559 สูงสุดในกลุ่มคือ 25% (รองมาคือ HANA 18.6%, KCE 18.3% และ DELTA 17.2%) จากการฟื้นตัวเต็มที่ภายหลังประสบเหตุไฟไหม้ในปีก่อน และราคาหุ้นที่ laggard กว่ากลุ่มทำให้ยังมี upside เมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐานมากสุด เราจึงเลือก SVI เป็นหุ้นเด่นของกลุ่มนี้ หุ้นที่ชอบรองมาคือ KCE ในขณะที่ HANA แม้ว่าราคาหุ้นจะปรับลงมามากแล้วจากความผิดหวังต่อผลประกอบการในช่วงครึ่งปีแรกปีนี้ แต่แนวโน้มการฟื้นตัวยังไม่สดใส จึงยังแนะนำเพียงถือ ส่วน DELTA เราเห็นว่าราคาหุ้นเต็มมูลค่าแล้ว

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน