
ดอกเบี้ยขึ้นผลดีต่อแบงก์ใหญ่
.....เจียรนัย อุตะมะ
ผลประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) วันที่ 14 ก.ค.นี้ นักวิเคราะห์ในตลาดทุนเชื่อว่า กนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เดือน เม.ย. 2552 และจะเป็นจุดเริ่มต้นของดอกเบี้ยขาขึ้นไปจนถึงปี 2554 ส่งผลดีต่อหุ้นธนาคารใหญ่
บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) โนมูระ โบรกเกอร์ญี่ปุ่น คาดว่า กนง. จะปรับขึ้นดอกเบี้ยนโยบายครั้งแรก 0.25% เป็น 1.50% และอีก 0.25% เป็น 1.75% ภายในปีนี้
ส่วนปีหน้าคาดปรับเพิ่มขึ้น 1.25% เป็น 3.0% (ประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการ ธปท.คนใหม่ คาดสิ้นปีนี้ดอกเบี้ยนโยบายจะอยู่ที่ 2%)
บล.โนมูระ คาดว่า การผ่านจุดต่ำสุดของดอกเบี้ยในประเทศ จะส่งผลบวกต่ออุตสาหกรรมที่มีกระแสเงินสดสุทธิ เช่น ค้าปลีก บันเทิง หรือกลุ่มธนาคารใหญ่ ที่สามารถบริหารส่วนต่างดอกเบี้ยรับ (NIM) ได้ดี เช่น บริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) บริษัท บิ๊กซี ซูเปอร์เซ็นเตอร์ (BIGC) บริษัท สยามแม็คโคร (MAKRO) บริษัท บีอีซี เวิลด์ (BEC) บริษัท ไดนาสตี้เซรามิค (DCC) บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) และธนาคารกรุงเทพ (BBL) และส่งผลลบต่อหุ้นกลุ่มเช่าซื้อ (รอขายทำกำไรบริษัททุนธนชาต (TCAP) ธนาคารเกียรตินาคิน (KK) และกลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ทั้งรับเหมาก่อสร้างและบ้าน
ทั้งนี้ โนมูระ คาดว่า หุ้นธนาคารใหญ่ทั้ง KBANK, BBL ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB) และธนาคารกรุงไทย (KTB) จะได้ดีที่สุดจากข้อได้เปรียบของธนาคารขนาดใหญ่ที่เหนือกว่าธนาคารขนาดกลางถึงเล็กในด้าน
ประการแรก สภาพคล่องทางการเงินที่เหนือกว่าทำให้มีแรงกดดันในการแข่งขันระดมเงินฝากที่น้อยกว่า
ประการที่สอง เครือข่ายในการระดมเงินฝาก (Deposit Franchises)
และประการที่สาม โครงสร้างเงินฝากที่ได้เปรียบกว่า เนื่องจากมีสัดส่วนเงินฝากออมทรัพย์และกระแสรายวัน (Current And Saving Deposits : CASA) ที่สูงกว่า ซึ่งเป็นส่วนที่คาดว่าจะยังไม่มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ย เห็นได้จากในวงจรของอัตราดอกเบี้ยทั้งที่เป็นขาขึ้นและขาลง ธนาคารขนาดใหญ่และขนาดกลาง (โดยเฉพาะธนาคารขนาดใหญ่) จะสามารถบริหารส่วนต่างดอกเบี้ยรับได้อย่างมีประสิทธิภาพมากกว่า ดังที่พิสูจน์ให้เห็นแล้วในอดีต
ด้าน บล.ธนชาต เชื่อว่า KBANK ได้ประโยชน์สูงสุดเพราะมีสัดส่วนเงินฝากประจำและออมทรัพย์สูงสุด 61% มีสินเชื่อเพื่อธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ที่มีงบดุลอ่อนแอกว่า ความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินกู้ต่ำบริษัทขนาดใหญ่ และมีอำนาจต่อรองกับธนาคารต่ำ
ขณะที่ธนาคารขนาดเล็ก บล.โนมูระ วิเคราะห์ว่าจะได้รับผลเชิงลบต่อ NIM และกำไรในภาวะแนวโน้มดอกเบี้ยที่เป็นขาขึ้น เนื่องจากมีพอร์ตสินเชื่อเช่าซื้อรถยนต์ในสัดส่วนเฉลี่ยกว่า 7080% ของพอร์ต ซึ่งเป็นสินเชื่อที่มีอัตราดอกเบี้ยคงที่ ทั้งนี้ ในช่วงโค้งสุดท้ายก่อนที่ดอกเบี้ยจะปรับขึ้น (คาดในช่วงไตรมาส 3 ปี 2553) จะเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดที่จะทยอยลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นธนาคารขนาดเล็กๆ ที่เน้นธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ (โดยเฉพาะบริษัท ทิสโก้ ไฟแนนเชียลกรุ๊ป (TISCO) และ KK และเปลี่ยนมาลงทุนในหุ้น ที่แนะนำให้เลือกลงทุนทั้ง KBANK, BBL และ SCB) เนื่องจากคาดว่าธนาคารขนาดเล็กๆ ดังกล่าวจะได้รับผลกระทบเชิงลบในวงจรอัตราดอกเบี้ยแนวโน้มขาขึ้น ซึ่งคาดว่าจะทำให้ราคาหุ้นของธนาคารดังกล่าวกลับมาต่ำกว่า หุ้นธนาคารขนาดใหญ่ในช่วงตั้งแต่ไตรมาส 3 ปีนี้ เป็นต้นไป
ขณะที่ บล.ธนชาต วิเคราะห์ว่า TISCO จะถูกกระทบน้อยเพราะทำธุรกิจเช่าซื้อที่ดอกเบี้ยคงที่ไปจนครบอายุสัญญา นอกจากนั้นยังมีสัดส่วนเงินฝากประจำและเงินฝากออมทรัพย์มากกว่า 40% ของเงินฝากรวม และมีโอกาสปรับลดการตั้งสำรองเพื่อชดเชยการลดลงของกำไรในช่วงขาลงได้มาก แม้ว่า NIM จะหดตัวแต่กำไรต่อหุ้นจะเติบโต 11% ในปี 2554
สัปดาห์ที่ผ่านธนาคารกลางของอินโดนีเซียคงดอกเบี้ยนโยบายที่ 6.5% และธนาคารกลางของออสเตรเลียคงดอกเบี้ยที่ 4.5% ตามลำดับ ขณะที่เมื่อวันที่ 9 ก.ค. ธนาคารกลางเกาหลีใต้มีการขึ้นดอกเบี้ย 0.25% เป็น 2.25% และธนาคารกลางมาเลเซียขึ้นดอกเบี้ยเป็นครั้งที่ 3 ในรอบ 5 เดือน อีก 0.25% เป็น 2.75% แต่ตลาดหุ้นเกาหลีใต้และมาเลเซีย ตอบสนองในทางบวกโดยปรับตัวเพิ่มขึ้น 1.43% และ 0.63% ตามลำดับ เพราะถือเป็นสัญญาณว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวจากความต้องการในประเทศที่แข็งแกร่ง
ในกรณีของไทย ดอกเบี้ยนโยบายของไทยซึ่งอยู่ในช่วงขาลงราวปีครึ่งนั้น กำลังจะเปลี่ยนเป็นขาขึ้น กล่าวคือ
กนง.ได้เริ่มลดดอกเบี้ยพันธบัตรซื้อคืน 1 วัน จาก 3.75% เหลือ 2.75% ในการประชุมเมื่อวันที่ 3 ธ.ค. 2551 และได้ทยอยลดลงต่อเนื่องจนเหลือ 1.25% ตั้งแต่วันที่ 9 เม.ย. 2552 เพื่อรับมือกับเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทยที่ถดถอย
เศรษฐกิจไทยซึ่งหดตัวรายไตรมาส ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2551ไตรมาส 2 ปี 2552 ในอัตราลบ 0.7% เทียบรายไตรมาสลบ 4.9% และลบ 1.6% ตามลำดับได้กลับมาปรับตัวเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ไตรมาส 3 ปี 2552 ในไตรมาส 1 ปี 2553 ซึ่งตัวเลขผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP) เติบโตถึง 12% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน (บวก 3.8% จากไตรมาส 4 ปี 2552) นั้นมีที่มาจากการเติบโตจากความต้องการในประเทศ (การบริโภคและการลงทุนของรัฐบาลและเอกชน) ถึง 0.05% นี้ ซึ่งแกร่งกว่าในไตรมาส 4 ปี 2552 ที่ GDP เติบโต 5.9% แต่มาจากความต้องการในประเทศเพียง 0.005% ภาพเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวจากความต้องการในประเทศ
ขณะที่ดอกเบี้ยนโยบายที่แท้จริงติดลบตั้งแต่เดือน พ.ย. 2552
กลุ่มธนาคาร เริ่มทยอยประกาศงบการเงินไตรมาส 2 ปี 2553 โดย TISCO รายงานกำไรดีกว่าที่ตลาดคาด 4%
นอกจากนั้น ยังคาดว่าธนาคารที่เหลือจะประกาศผลการดำเนินงานตามคาดการณ์ และแนะนำ BBL, KBANK, TCAP สำหรับเก็งกำไรเรื่องผลการดำเนินงาน







