
ฟันธงขึ้นดอกเบี้ย
กูรูเชื่อกนง.ขยับวันนี้0.25% สกัดเงินเฟ้อช่วงเศรษฐกิจฟื้น
โพสต์ทูเดย์
— นักเศรษฐศาสตร์ฟันธง กนง.ขึ้นดอกเบี้ย 14 ก.ค.นี้ สกัดดอกเบี้ยแท้จริงติดลบน.ส.อุสรา วิไลพิชญ์ นักเศรษฐ ศาสตร์อาวุโส ธนาคารสแตนดาร์ดชาร์เตอร์ด (ไทย) เปิดเผยว่า การประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 14 ก.ค.นี้ มีความเป็นไปได้ที่ กนง. จะขึ้นอัตราดอกเบี้ยนโยบายอัตรา 0.25% และคาดว่าทั้งปีดอกเบี้ยจะปรับเพิ่มขึ้น 0.75% เพื่อควบคุมเงินเฟ้อ และรักษาความสมดุลอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงไม่ให้ติดลบมาก
เนื่องจากในช่วงที่ผ่านมา ธปท. ได้ส่งสัญญาณขึ้นดอกเบี้ยนโยบายอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ดอกเบี้ยกลับเข้าสู่ภาวะปกติ
“
ตัวเลขเศรษฐกิจออกมาค่อนข้างดี ผลกระทบปัญหาทางการ เมืองที่มีต่อเศรษฐกิจมีน้อย จึงเปิดทางให้ ธปท.ขึ้นอัตราดอกกเบี้ยนโยบายได้ง่ายขึ้น” น.ส.อุสรา กล่าวนายธนวรรธน์ พลวิชัย ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เชื่อมั่นว่า กนง. จะปรับอัตราดอกเบี้ยนโยบายเพิ่มขึ้น 0.25% เนื่องจากมีสัญญาณชัดเจนว่าภาวะเศรษฐกิจดีขึ้น และลดความร้อนแรงเงินเฟ้อ
การปรับอัตราดอกเบี้ยของ กนง.ต้องการที่จะให้ดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบน้อยลง ขณะเดียวกันรัฐบาลก็ต้องการคุมอัตราเงินเฟ้อไม่เกิน 23% จากปัจจุบันที่อัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงติดลบ 2.7% ไม่จูงใจให้คนออมเงินและมีการใช้เงินในอนาคตมากขึ้น โดยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริงที่เหมาะสมควรจะอยู่ที่ระดับ 12%
ด้านศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจ ธนาคารทหารไทย คาดว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายในปีนี้จะอยู่ที่ระดับ 2% ส่วนในปีหน้าคาดอยู่ที่ 3%
ดังนั้น ค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะแข็งค่าขึ้นในปลายปีนี้จนถึงกลางปีหน้า โดยสิ้นปีคาดว่าอยู่ที่ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ และแข็งขึ้นสู่ระดับ 31.50 บาทต่อเหรียญสหรัฐ กลางปี 2554
บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่าผลประกอบการธนาคารพาณิชย์ในไตรมาส 2 ลดลง เนื่องจากส่วนต่างดอกเบี้ยลดและปัญหาหนี้เสียเพิ่มขึ้นเล็กน้อย รวมทั้งได้รับผลกระทบจากปัญหาการเมือง
ทั้งนี้ คาดว่ากำไรสุทธิของระบบธนาคารพาณิชย์ไตรมาส 2 ปี 2553 จะอยู่ที่ 2.42.7 หมื่นล้านบาท ลดลงจากไตรมาสแรกประมาณ 3.114.1% แต่ถ้าเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนที่โต 11.625.9%
สำหรับรายได้ค่าธรรมเนียมรับจะอยู่ที่ 2.42.5 หมื่นล้านบาท ทรงตัวถึงปรับตัวลดลงเล็กน้อย โดยค่าธรรมเนียมรับจากธุรกิจบัตร และค่าธรรมเนียมจากการโอนเงิน/เรียกเก็บเงินน่าจะได้รับผลกระทบจากการใช้จ่าย และปริมาณธุรกรรมทางการเงินที่ลดลง และหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (พีแอล) เพิ่มขึ้นอยู่ที่ 5%
ขณะที่ส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยจะอยู่ที่ 3.353.39% หดตัวลง 0.060.1% จากไตรมาสก่อนหน้า แต่ถือว่าเติบโตจากช่วงเดียวกันของปีก่อนอยู่ที่ 0.010.04% ซึ่งส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยในไตรมาส 2 เป็นจุดต่ำสุดของปีนี้และจะเริ่มขยับดีขึ้น และคาดว่า แนวโน้มเศรษฐกิจช่วงที่เหลือของปีนี้ น่าจะค่อยๆ ปรับตัวดีขึ้น







