
แบงก์ชี้มาตรการรัฐ หนุนกนง.ตรึงดอกเบี้ย
ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทยและศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี มีความเห็นตรงกันว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล จะสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ และทำให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 16 ก.ย.นี้ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ต่อไป
ศูนย์วิจัยธนาคารกสิกรไทยและศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี มีความเห็นตรงกันว่า มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของทีมเศรษฐกิจรัฐบาล จะสามารถพลิกฟื้นเศรษฐกิจได้ และทำให้ที่ประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) วันที่ 16 ก.ย.นี้ คงอัตราดอกเบี้ยนโยบายที่ 1.5% ต่อไป
โดยศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่า นับจากนี้นโยบายการคลังจะเข้ามามีบทบาทสำคัญในการผลักดันการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีนี้ ทำให้ กนง.ยังมีพื้นที่ที่จะคงอัตราดอกเบี้ยได้ โดยมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจรอบใหม่ เช่น การปล่อยสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยผ่านกองทุนหมู่บ้าน การจัดสรรเงินลงทุนให้ชุมชนในโครงการเร่งด่วน การเร่งรัดเบิกจ่ายภาครัฐ รวมทั้งมาตรการช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี น่าจะเป็นความหวังในการช่วยขับเคลื่อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในช่วงที่ยังเหลืออยู่ของปีนี้ได้ในระดับหนึ่ง ขณะที่อัตราเงินเฟ้อไม่เป็นประเด็นที่ต้องกังวลในขณะนี้
เช่นเดียวกัน ศูนย์วิเคราะห์เศรษฐกิจทีเอ็มบี มองว่า ปัจจัยที่น่าจะมีน้ำหนักมากที่สุดสำหรับการประชุม กนง.รอบนี้คงหนีไม่พ้นนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาล ที่รวมแล้วคิดเป็นวงเงินสูงกว่า 1.36 แสนล้านบาท โดยศูนย์วิเคราะห์ฯ ประเมินว่าเม็ดเงินดังกล่าวจะช่วยกระตุ้นจีดีพี ปี 2558 ได้ถึงร้อยละ 0.3 และยังมีมาตรการช่วยเหลือและเสริมสภาพคล่องเอสเอ็มอีอีกกว่า 2.6 แสนล้านบาท
ด้านธนาคารเอชเอสบีซี ออกบทวิเคราะห์ต่อนักลงทุนว่า แรงกดดันให้ที่ประชุม กนง.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายในการประชุมวันที่ 16 ก.ย.นี้ ได้ผ่อนคลายลง และ กนง.น่าจะยังไม่ปรับลดดอกเบี้ยในครั้งนี้ เนื่องจากได้ปัจจัยหนุน 2 ประการ คือ การออกมาตรการทางการคลังเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งการให้สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำและการลดภาษีช่วยเหลือผู้ประกอบการเอสเอ็มอี รวมทั้งปัจจัยค่าเงินบาทที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ช่วยบรรเทาผลกระทบของผู้ประกอบการส่งออกลงได้ อีกทั้ง กนง.ยังต้องการเวลาอีกระยะเพื่อประเมินผลกระทบต่างๆ เช่น เหตุระเบิดที่แยกราชประสงค์ ความผันผวนของตลาดทุนโลก เศรษฐกิจในเอเชียที่ชะลอตัว และผลกระทบของอุตสาหกรรมประมงไทยด้วย
อย่างไรก็ตาม เอชเอสบีซี ยังยืนยันคาดการณ์เดิมที่ว่า อัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทย ณ สิ้นปี 2558 จะอยู่ที่ 1.25% โดยเชื่อว่า กนง.จะพิจารณาลดอัตราดอกเบี้ยลง 0.25% ในช่วงไตรมาส 4 ปีนี้ และคงอัตราดังกล่าวไปตลอดทั้งปี 2559 เพื่อช่วยพยุงการฟื้นตัวทางเศรษฐกิจของประเทศ
นอกจากปัจจัยเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแล้ว ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ยังเห็นว่าเสถียรภาพค่าเงินบาท เป็นอีกปัจจัยที่เชื่อว่าจะทำให้ กนง.ยังคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายไว้ เพราะหาก กนง.ดำเนินนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายเพิ่มเติมระยะนี้อาจกระทบต่อเสถียรภาพทางการเงิน และสร้างความผันผวนต่อตลาดเงินเพิ่มมากขึ้น โดยประเด็นสำคัญที่ต้องจับตามอง คือ การดำเนินนโยบายการเงินของเฟดที่จะส่งผลกระทบต่อตลาดเงินของไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม
โดยผลกระทบทางตรง คือ ต้นทุนการเงินเพิ่มขึ้น โดยประเมินว่า ทุก 1% ที่เฟดขึ้นดอกเบี้ยจะทำให้ผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวของไทยเพิ่มขึ้น 0.3-0.4% ขณะที่สภาพคล่องในระบบการเงินของไทยจะได้รับผลกระทบจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนกลับเข้าสู่สินทรัพย์สกุลเงินเหรียญสหรัฐ โดยพบว่า 8 เดือนแรกของปีนี้ นักลงทุนต่างชาติลดการถือครองพันธบัตรรัฐบาลไทยกว่า 8 หมื่นล้านบาท และขายหุ้นในตลาด หลักทรัพย์ไทยเกือบ 1 แสนล้านบาท สุดท้ายคือ ค่าเงินจะผันผวน ทั้งจากการเคลื่อนย้ายเงินทุนและความวิตกต่อการไหลออกของเงินทุน โดยความผันผวนของค่าเงินบาทเพิ่มขึ้นจากระดับ 6.5% ในปลายเดือน ก.ค. 2558 มาอยู่ที่ 8.25% เมื่อวันที่ 10 ก.ย. 2558
สำหรับผลกระทบทางอ้อมคือ หากเฟดขึ้นดอกเบี้ย จะส่งผลต่อการเคลื่อนย้ายเงินทุนของประเทศต่างๆ ในภูมิภาคและตลาดการเงินไทย ส่วนจะผันผวนมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับจังหวะและขนาดในการปรับขึ้นดอกเบี้ยของเฟด ทั้งนี้หากเฟดส่งสัญญาณปรับขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป จะทำให้ความผันผวนในตลาดเงินอยู่ในระดับจำกัด แต่หากเฟดปรับขึ้นในจังหวะที่เร่งกว่าที่ตลาดคาดการณ์ ก็มีโอกาสให้ประเทศที่พื้นฐานเศรษฐกิจอ่อนแอ เช่น มาเลเซีย อินโดนีเซีย จะมีเงินไหลออกรุนแรง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อไทย







