
‘นริศรา กิจพิพิธ’ เน้นปรับพอร์ตตามสถานการณ์
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง ภาพ วีรวงศ์ วงศ์ปรีดี
“นริศรา กิจพิพิธ” กรรมการบริหารและผู้อำนวยการสำนักเลขานุการ บริษัท สแกน อินเตอร์ (SCN) ปัจจุบันอายุ 28 ปี เธอเป็นลูกคนที่ 2 ของ “ธัญชาติ” ประธานกรรมการบริหาร และพี่ชาย “ฤทธี” ผู้อำนวยการสายงานบริหารและการตลาด ดูแลและรับผิดชอบเรื่องงานหลังบ้านโดยเฉพาะการเงินของ SCN ให้มีความคล่องตัวและรักษาต้นทุนให้บริษัทมีประสิทธิภาพมากที่สุด
จุดเริ่มต้นการลงทุนของเธอเกิดขึ้นเมื่อ 3-4 ปีที่ผ่านมา ตอนที่ไปเรียนต่อปริญญาโทด้านการบริหารความเสี่ยงและวิศวกรรมการเงินที่อังกฤษ และเห็นว่าเพื่อนได้เริ่มลงทุนหุ้นกัน จึงตัดสินใจว่าจะลงทุนตาม เริ่มถามวิธีการเปิดพอร์ตกับบริษัทหลักทรัพย์ (โบรกเกอร์) กับแม่
จากนั้นเริ่มเลือกหุ้นตามที่เพื่อนบอกซึ่งส่วนใหญ่ก็เริ่มจากหุ้นที่เก็งกำไรเป็นหลักถึง 70% ส่วนหุ้นพื้นฐาน 30% โดยสิ่งที่ได้รับคือบาดเจ็บสาหัส เพราะได้ยินอะไรก็เข้าไปลงทุนเลย ซึ่งบางตัวก็ติดลบหนักถึง 50% จุดหนึ่งก็เริ่มรู้สึกว่าไม่ได้แล้ว ต้องเริ่มมองแนวทางการลงทุนใหม่แล้ว ไม่อย่างนั้นพอร์ตการลงทุนจะติดลบไปมากกว่านี้ เนื่องจากต้องทำงานจึงไม่มีเวลามาดูหุ้นมาก
เธอยังบอกต่อว่า เริ่มเปลี่ยนสัดส่วนเงินที่ลงทุนในหุ้นเก็งกำไรมาเป็นกองทุนรวมประเภทต่างๆ ตั้งแต่กองทุนรวมหุ้นระยะยาว (แอลทีเอฟ) ซึ่งอันนี้ชัดเจนเพื่อใช้สิทธิในการลดหย่อนภาษี แต่ไม่ซื้อกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (อาร์เอ็มเอฟ) เพราะคิดว่าอายุยังน้อยเกินไปที่จะลงทุนกองทุนนี้ ด้วยอายุยังไม่มากและยังสามารถที่จะเพิ่มความเสี่ยงจากการลงทุนได้อยู่
นอกจากนั้น ยังซื้อพวกกองทุนมันนี่มาร์เก็ตฟันด์ กองทุนที่มีการลงทุนในต่างประเทศ และกองทุนในกองทุนรวมที่ลงทุนในหน่วยลงทุนของกองทุนอื่น (ฟันด์ออฟฟันด์) ซึ่งสาเหตุที่เธอมาลงทุนด้านนี้มากขึ้น ก็เพราะง่ายต่อการติดตามสถานการณ์หรือภาพเศรษฐกิจโลกว่า ตอนนี้สหรัฐกำลังฟื้นตัวชัดเจน ยุโรปกำลังตั้งหลัก จีนชะลอตัว ญี่ปุ่นดีขึ้น ซึ่งทำให้ติดตามข่าวสารได้ง่าย และเลือกให้ผู้จัดการกองทุนซึ่งทำหน้าที่หลักของเขาคือการหาผลตอบแทนที่ดีสุดบริหารพอร์ตให้
ทั้งนี้ แตกต่างจากการติดตามข้อมูลหุ้นที่ต้องศึกษาข้อมูลเจาะเป็นรายตัวและรายบริษัท ส่วนความคาดหวังผลตอบแทนการลงทุนกองทุนอย่างน้อยต้องให้ได้มากกว่า 4% ต่อปี ซึ่งพอใจแล้วเพราะสามารถชนะผลตอบแทนที่มากกว่าฝากเงินแบงก์ปกติ
ขณะที่หุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานจะเลือกตัวที่สามารถจ่ายผลตอบแทนจากเงินปันผลต่อปีขั้นต่ำที่ 4-5% ต่อปี แต่ก็สามารถขายทำกำไรหุ้นตัวนั้นได้ ถ้าราคาหุ้นดังกล่าวมีมูลค่าถึงราคาที่กำหนดเป้าหมายไว้แล้ว
นริศรา บอกว่า เธอพยายามปรับตัวให้มีสไตล์การลงทุนแบบที่เน้นคุณค่า (วีไอ) แต่ตอนนี้ต้องเริ่มจากการลงทุนที่ผสมผสานการลงทุนในหลายผลิตภัณฑ์และหลากประเภท เพราะหัวใจสำคัญการลงทุนสำหรับเธอคือ การปรับพอร์ตการลงทุนให้ถูกและทันกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงด้วย เช่น หากภาวะหุ้นมีความผันผวน ก็ควรหันไปพึ่งตลาดเงิน ไปซื้อพันธบัตร หรือการไปซื้อกองทุนที่ไปลงทุนต่างประเทศตามแนวโน้มการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในประเทศนั้น
ทั้งนี้ สไตล์การลงทุนอย่างนี้เธอก็ยังใช้เป็นแนวทางในการลงทุนพอร์ตของทางครอบครัวอีกด้วย ฉะนั้นต้องมีการปรับพอร์ตเพื่อบริหารความเสี่ยงด้วย
เธอทิ้งท้ายว่า อนาคตที่เธอจะต้องมีอายุมากขึ้น ก็ต้องมีการปรับพอร์ตให้เหมาะสมกับวัยวุฒิที่เปลี่ยนแปลงไปด้วย เพราะถ้าอายุมากขึ้นการรับความเสี่่ยงจากการลงทุนก็ต้องให้น้อยลงด้วย







