posttoday
เกาะติดคดี ‘โทลล์เวย์’ ขึ้นค่าผ่านทางเอื้อเอกชน

เกาะติดคดี ‘โทลล์เวย์’ ขึ้นค่าผ่านทางเอื้อเอกชน

10 กันยายน 2558

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์

โดย...ทีมข่าวเศรษฐกิจภาครัฐ โพสต์ทูเดย์

คดีประวัติศาสตร์กรณีที่ 2 กำลังจะปรากฏขึ้น และจะทำให้ฝ่ายการเมืองต้องพิจารณาการดำเนินนโยบายอย่างรัดกุมรอบคอบมากขึ้น กำลังจะเกิดขึ้นเป็นกรณีที่ 2 หลังจากมีการตัดสินจำคุกคณะกรรมการและผู้บริหารธนาคารกรุงไทย 12-18 ปี จนสะท้านเมืองมาแล้ว

18 ส.ค. 2558 ศาลปกครองกลางตัดสิน คดีหมายเลขดำที่ 2038/2552, 206/2553 ที่มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สมคิด หอมเนตร กับพวกรวม 21 ราย ยื่นฟ้อง รมว.คมนาคม อธิบดีกรมทางหลวงบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง คณะรัฐมนตรี กรมทางหลวง และกระทรวงคมนาคม ในข้อหาเป็นหน่วยงานหรือเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย จากกรณีการร่วมกันเห็นชอบและอนุมัติการแก้ไขบันทึกข้อตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัมปทาน ฉบับที่ 3/2550 ให้กับบริษัท ดอนเมืองโทลล์เวย์

 ศาลพิเคราะห์ข้อมูล หลักฐานที่ผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องนำเสนอแล้วเห็นว่า การบันทึกแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานทางหลวง ในทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 31 ถนนวิภาวดีรังสิต ตอนดินแดง-ดอนเมือง ลงวันที่ 21 ส.ค. 2532 (แก้ไขเปลี่ยนแปลงโดยบันทึกข้อตกลงฉบับที่ 1 วันที่ 27 เม.ย. 2538 ฉบับที่ 2 วันที่ 29 พ.ย. 2539) ฉบับที่ 3 วันที่ 12 ก.ย. 2550 ตามมติคณะรัฐมนตรี สมัยรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร วันที่ 11 เม.ย. 2549 และสมัย พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ วันที่ 10 เม.ย. 2550 ของผู้ถูกฟ้องคดีทั้งหก เป็นการกระทำที่เอื้อประโยชน์ให้บริษัท ทางยกระดับดอนเมืองเพียงฝ่ายเดียว และการจัดเก็บค่าผ่านทางสร้างภาระให้ประชาชนผู้บริโภค ผู้ใช้ทางยกระดับเกินสมควร จึงเป็นการไม่เหมาะสมในการยกเลิกผลประโยชน์การตอบแทนรัฐให้แก่เอกชน

ขณะเดียวกัน การที่รัฐบาลขยายอายุสัมปทานออกไปอีก 27 ปี เป็นการยอมให้เอกชนมีอำนาจเหนือรัฐ กำหนดราคาล่วงหน้า ขึ้นราคาได้โดยไม่ต้องขออนุญาต ทำให้รัฐและประชาชนได้รับความเสียหาย

ดังนั้น มติที่ประชุมคณะรัฐมนตรี วันที่ 11 เม.ย. 2549 เฉพาะส่วนรับทราบข้อตกลงในการแก้ไขปัญหาการขาดทุนของบริษัท ทางยกระดับดอนเมือง และมติคณะรัฐมนตรี วันที่ 10 เม.ย. 2550 เฉพาะส่วนที่ให้ความเห็นชอบร่างบันทึกข้อตกลงแก้ไขเปลี่ยนแปลงสัญญาสัมปทานทางหลวง ฉบับที่ 3/2550 วันที่ 12 ก.ย. 2550 จึงไม่ชอบด้วยกฎหมาย

สารี อ๋องสมหวัง เลขาธิการมูลนิธิเพื่อผู้บริโภค กล่าวว่า การที่ศาลปกครองกลางได้วินิจฉัยเมื่อวันที่ 18 ส.ค.ที่ผ่านมา มีคำพิพากษาเพิกถอนมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 11 เม.ย. 2549 สมัยรัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร และมติ ครม. เมื่อวันที่ 10 เม.ย. 2550 สมัยรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์เอื้อประโยชน์และขยายสัญญาสัมปทานทางยกระดับดอนเมือง หรือดอนเมืองโทลล์เวย์ 2 ช่วง ดินแดง-ดอนเมือง รวมส่วนต่อขยายดอนเมือง-หน้ากองทัพอากาศ โดยปรับราคาขึ้นจาก 35 บาท เป็น 100 บาท และขยายอายุสัญญาสัมปทานให้เอกชนเพิ่มอีก 25 ปี (ครบปี 2564) และขยายเพิ่มอีกในปี 2550 ที่ขยายสัญญาสัมปทานออกไปอีก 27 ปี (ครบปี 2577) ถือเป็นการเอื้อประโยชน์ให้กับเอกชนเพียงฝ่ายเดียว ด้วยการยอมให้เอกชนมีอำนาจเหนือรัฐในการกำหนดราคาล่วงหน้า ขึ้นราคาได้โดยไม่ต้องขออนุญาตทำให้ประชาชนได้รับความเสียหาย เป็นการยกอำนาจรัฐให้เอกชน กระทำการโดยไม่ต้องขออนุญาตจากรัฐ

ดังนั้น จึงเรียกร้องให้รัฐบาลสละสิทธิการอุทธรณ์ที่จะครบกำหนด 30 วัน ภายในวันที่ 17 ก.ย.นี้ และเร่งดำเนินการเรียกเงินคืนจากบริษัทเอกชนที่สร้างภาระ ให้กับผู้บริโภคในความเสียหายรวม 2,020 วัน คิดเป็นมูลค่า 4,121 ล้านบาท โดยให้นำเงินเหล่านี้คืนกระทรวงการคลัง

นอกจากนี้ ขอให้รัฐบาลมีมาตรการให้บริษัททางยกระดับดอนเมืองให้กลับไปใช้อัตราค่าผ่านทางในอัตราเดิมก่อนมีการแก้ไขสัญญา จนกว่าจะมีคำพิพากษาเป็นอย่างอื่น หรือแม้ว่ารัฐบาลจะอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดก็ตาม

สารี กล่าวอีกว่า จะยื่นหนังสือ ต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อดำเนินการเอาผิดกับครม.ทั้งสองรัฐบาล เนื่องจากในคำพิพากษาระบุชัดเจนว่า เหตุผลสำคัญที่รัฐบาลทักษิณยอมแก้สัญญาสัมปทานให้บริษัทเอกชน เพราะบริษัทเอกชนอ้างตัวเลขขาดทุน 9,000 ล้านบาท

ขณะที่ตัวเลขขาดทุนจริงเพียง 3,000 ล้านบาท ขณะที่กรมทางหลวง กลับให้ข้อมูลว่า บริษัทเอกชนขาดทุนเพียง 500 ล้านบาทเท่านั้น จึงกลายเป็นมติ ครม.ที่เอื้อประโยชน์เอกชนและไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ต้องติดตามกันอย่างใกล้ชิดว่า การตัดสินทางนโยบายเพื่อหวังผลทางการเมือง แต่มีผลได้ต่อบริษัทเอกชนและมีผลเสียกับประชาชนจะออกหัวออกก้อย

ข่าวล่าสุด

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI

รัฐมนตรีคลัง G7 เห็นชอบแผนเตรียมซ้อมรับมือไซเบอร์โจมตีด้วย AI