
ผลตอบแทนพันธบัตร ระยะยาว 10 ปี ปรับตัวสูงขึ้น
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (31 ส.ค.-4 ก.ย. 2558) ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (5 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 334,276.57 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 66,855.31 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 18%
ภาวะตลาดตราสารหนี้ (31 ส.ค.-4 ก.ย. 2558) ปริมาณการซื้อขายตราสารหนี้ในสัปดาห์นี้ (5 วันทำการ) มีมูลค่ารวม 334,276.57 ล้านบาท หรือเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณวันละ 66,855.31 ล้านบาท ปรับตัวลดลงจากสัปดาห์ก่อนหน้าประมาณ 18%
ทั้งนี้ เมื่อแยกตามประเภทของตราสารแล้ว จะพบว่า กว่า 64% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมด หรือประมาณ 215,460 ล้านบาท เป็นการซื้อขายในตราสารหนี้ที่ออกโดยธนาคารแห่งประเทศไทย (State Agency Bond) ส่วนใหญ่แล้วเป็นตราสารที่มีอายุคงเหลือค่อนข้างน้อย (ไม่เกิน 6 เดือน)
ขณะที่พันธบัตรรัฐบาลที่ออกโดยกระทรวงการคลัง (Government Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 80,497 ล้านบาท และหุ้นกู้ที่ออกโดยภาคเอกชน (Corporate Bond) มีมูลค่าการซื้อขายเท่ากับ 8,921 ล้านบาท หรือคิดเป็น 24% และ 3% ของมูลค่าการซื้อขายทั้งหมดที่เกิดขึ้น ตามลำดับ
สำหรับพันธบัตรรัฐบาล ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก คือ รุ่น LB176A (อายุ 1.8 ปี) LB21DA (อายุ 6.3 ปี) และ LB196A (อายุ 3.8 ปี) โดยมีมูลค่าการซื้อขายในแต่ละรุ่นเท่ากับ 18,990 ล้านบาท 17,824 ล้านบาท และ 10,149 ล้านบาท ตามลำดับ
ขณะที่หุ้นกู้ภาคเอกชน ที่มีปริมาณการซื้อขายสูงที่สุด 3 อันดับแรก ได้แก่ หุ้นกู้ของบริษัท ทรู มูฟ เอช ยูนิเวอร์แซล คอมมิวนิเคชั่น รุ่น TUC187C (BBB+) มูลค่าการซื้อขาย 511 ล้านบาท หุ้นกู้ของบริษัท ทีพีไอ โพลีน รุ่น TPIPL188A (BBB+) มูลค่าการซื้อขาย 452 ล้านบาท และหุ้นกู้ของบริษัท ดีแทค ไตรเน็ต รุ่น DTN187A (AA+) มูลค่าการซื้อขาย 423 ล้านบาท
อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะสั้นทรงตัวในระดับ 1.44-1.48% ในขณะที่อัตราผลตอบแทนพันธบัตรระยะยาวช่วงอายุ 10 ปี ปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 0.04% จาก 2.81% ในสัปดาห์ก่อนหน้าเป็น 2.85% โดยในสัปดาห์ที่ผ่านมาคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจวงเงิน 1.36 แสนล้านบาท ประกอบกับการประชุมธนาคารกลางยุโรป(อีซีบี) พร้อมที่จะอัดฉีดเงินเพิ่มเติมในมาตรการคิวอีเดิม เพื่อผลักดันอัตราเงินเฟ้อเข้าสู่เป้าหมายที่ 2% ซึ่งถือเป็นปัจจัยหนุน ในขณะที่จีนประกาศตัวเลข PMI ซึ่งปรับตัวลดลงสู่ระดับ 51.5 ในเดือน ส.ค. จากระดับ 53.8 ในเดือนก่อนหน้า ซึ่งถือเป็นปัจจัยกดดันต่อเศรษฐกิจโลก
สัปดาห์ที่ผ่านมา (31 ส.ค.-4 ก.ย. 2558) กระแสเงินลงทุนต่างชาติไหลออกจากตลาดตราสารหนี้ไทย รวมสุทธิ 15,357 ล้านบาท โดยเป็นการขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะยาว (อายุคงเหลือ > 1 ปี) ประมาณ 13,440 ล้านบาท และขายสุทธิในตราสารหนี้ระยะสั้น (อายุน้อยกว่า 1 ปี) ประมาณ 1,917 ล้านบาท







