posttoday
เอกชนโวยประกาศกิจการรุนแรงล่าช้ากระทบธุรกิจ

เอกชนโวยประกาศกิจการรุนแรงล่าช้ากระทบธุรกิจ

13 กรกฎาคม 2553

เอกชนจวกรัฐไม่รีบประกาศรายชื่อกิจการรุนแรงจะทำให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจ เสนอกระทรวงอุตฯเร่งออกประกาศบางส่วนก่อน

เอกชนจวกรัฐไม่รีบประกาศรายชื่อกิจการรุนแรงจะทำให้เกิดผลกระทบต่อธุรกิจ เสนอกระทรวงอุตฯเร่งออกประกาศบางส่วนก่อน

นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ ผู้ช่วยรมว.อุตสาหกรรม เปิดเผยภายหลังการเข้าหารือร่วมกับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบจากปัญหามาบตาพุดประมาณ 10 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็บริษัทในกลุ่มปตท. และเครือซีเมนต์ไทย (เอสซีจี) ว่า ผู้ประกอบการคาดว่า หากการประกาศบัญชีรายชื่อกิจการที่อาจส่งผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนล่าช้าไปมากกว่านี้ อาจทำให้กิจการได้รับผลกระทบมากกว่าที่ประเมินไว้ ซึ่งจะกระทบต่อรายได้ของแต่ละบริษัท ที่ขณะนี้มีแนวโน้มจะไม่เป็นบวก โดยเฉพาะกิจการที่ก่อสร้างเสร็จแล้ว ดำเนินการไปแล้ว แต่ถูกสั่งระงับชั่วคราว

ขณะนี้กลุ่มผู้ถือหุ้น ผู้ร่วมทุน หรือบริษัทแม่เริ่มตั้งคำถามว่าโรงงานในเมืองไทยจะสามารถเปิดดำเนินการได้เมื่อไหร่ ซึ่งการที่คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติไม่ประกาศรายชื่อกิจการรุนแรงเพื่อเป็นบรรทัดฐานให้กับภาคเอกชน ทำให้เอกชนเป็นห่วงว่าโรงงานจะไม่สามารถดำเนินการได้ภายในสิ้นปีตามที่คาดการณ์ไว้แต่แรก

ทั้งนี้ ภาคเอกชนได้เสนอให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติประกาศบางประเภทกิจการที่ไม่มีปัญหาออกมาก่อน โดยให้หน่วยงานที่รับผิดชอบในแต่ประเภทกิจการ เช่น กระทรวงอุตสาหกรรม ออกเป็นประกาศบัญชีรายชื่อกิจการรุนแรงมาบางส่วนก่อน เพื่อเป็นความชัดเจนแก่ผู้ประกอบการในการปฏิบัติตามมาตรา 67 วรรค 2

ขณะที่กระทรวงอุตสาหกรรมเองก็อาจนำประเภทกิจการ 18 กิจการที่คณะกรรมการ 4 ฝ่ายทำไว้ มาพิจารณาว่าโครงการใดอยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงอุตสาหกรรมก็จะดำเนินการออกประกาศเป็นกิจการในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมไปก่อน แต่ทั้งนี้ก็ต้องขอความเห็นจากคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติด้วย

“วันนี้มีกลุ่มธุรกิจพลังงาน ที่มีมูลค่าลงทุนหลายหมื่นล้านบาท สร้างโรงงานเสร็จแล้ว ดำเนินกิจการไปแล้ว แต่ต้องหยุด ได้รับผลกระทบกว่า 2 หมื่นล้านบาทจากการหยุดกิจการ ซึ่งหากสถานการณ์ยืดเยื้อไปกว่านี้อีก 2-3 เดือน คาดว่าผลกระทบจะยิ่งมากขึ้นตามไปด้วย” นายพุทธิพงษ์ กล่าว

นอกจากนี้ เอกชนยังสอบถามว่าหากสุดท้ายไม่มีการประกาศบัญชีรายชื่อออกมา จะมีแนวทางในการปฏิบัติอย่างไรต่อไป โดยที่ประชุมได้เสนอว่ายังมีคณะอนุกรรมการวินิจฉัย ของกระทรวงทรัพยารกรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ที่ทำหน้าที่วิเคราะห์โครงการว่าโครงการใดเข้าข่ายประเภทกิจการรุนแรง อาจเป็นอีกช่องทางหนึ่งสำหรับนักลงทุนที่จะไปขอความชัดเจนได้ ว่าโครงการเข้าข่ายกิจการรุนแรงหรือไม่ แต่ขณะนี้คณะอนุกรรมการนี้ก็ยังไม่มีหลักเกณฑ์ในการพิจารณา

อย่างไรก็ตาม ทางกระทรวงอุตสาหกรรมจะเร่งไปสำรวจความเสียหายที่เกิดขึ้นในภาพรวม และของแต่ละโครงการตั้งแต่เริ่มมีปัญหาจนถึงปัจจุบัน และในอนาคต  เพื่อทราบถึงปัญหาของผู้ประกอบการและจะนำข้อเสนอแนะต่างๆ เสนอต่อนายกรัฐมนตรีให้รับทราบ

ข่าวล่าสุด

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย

รักชนกชี้ปมเงินบริจาคสุชาดา ไม่ควรนำไปสู่การยุบภูมิใจไทย