
เปลี่ยนแผน
โดย...สมหทัย โมสิกะ
โดย...สมหทัย โมสิกะ
มีข่าวมาออกมาเป็นระลอกๆ ให้นักลงทุนต่างชาติขาใหญ่อย่างจีนและญี่ปุ่นลุ้นกันตลอดว่า ใครจะได้สัมปทานก่อสร้างรถไฟความเร็วสูงสายแรกระยะทางประมาณ 150 กิโลเมตร เชื่อมระหว่างกรุงจาการ์ตา เมืองหลวงของอินโดนีเซียและบันดุง ซึ่งเป็นเมืองใหญ่สำคัญอีกแห่งของประเทศ
ทั้งสองชาติต่างพากันเสนอเงื่อนไข เพื่อจูงใจให้รัฐบาลอินโดนีเซียเลือกตัวเองให้เป็นผู้พัฒนาเส้นทางรถไฟความเร็วสูงสายแรกนี้ โดยฝั่งของจีนเสนอเงินกู้ 73.9 ล้านล้านรูเปียห์ หรือราว 5,300 ล้านเหรียญสหรัฐ อัตราดอกเบี้ย 2% ในสกุลเงินเหรียญสหรัฐ
ขณะที่ฟากญี่ปุ่นเสนอเงินกู้ 60.1 ล้านล้านรูเปียห์ อัตราดอกเบี้ย 0.1% ในสกุลเงินเยน และทั้งสองชาติยังเสนอตั้งโรงงานในอินโดนีเซียเพื่อผลิตชิ้นส่วนรถไฟ เพื่อเพิ่มการใช้วัตถุดิบในประเทศอินโดนีเซียและช่วยสร้างงานให้กับคนท้องถิ่นมากขึ้น
อินโดนีเซียได้กำหนดวันยื่นเอกสารประมูลโครงการรถไฟความเร็วสูงวันสุดท้ายเมื่อวันที่ 31 ส.ค.ที่ผ่านมา ซึ่งตอนนั้นคาดกันว่า ประธานาธิบดี โจโก วิโดโด จะประกาศชื่อผู้ถูกคัดเลือกได้ภายในไม่กี่วัน หลังพ้นเดดไลน์ดังกล่าว ซึ่งมีคู่ชิงดำสำคัญคือ ญี่ปุ่นและจีน ที่ได้มีการศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการแล้ว
แต่ในที่สุดเมื่อปลายสัปดาห์ที่ผ่านมา รัฐบาลอินโดนีเซียก็ตัดสินใจพับแผนการลงทุนรถไฟความเร็วสูง โดยให้เหตุผลว่า เพื่อประโยชน์สูงสุดของประเทศ เนื่องจากพิจารณาแล้วเห็นว่า ในระยะทางเพียง 150 กิโลเมตรนั้น หากสร้างรถไฟความเร็วสูงขึ้นมาจริงๆ ก็คงไม่มีโอกาสใช้ความเร็วได้เต็มกำลังตามที่กำหนดไว้ว่ารถไฟจะวิ่งได้เร็วกว่า 300 กิโลเมตร/ชั่วโมง
ที่สำคัญ หากต้องใช้งบประมาณของรัฐจำนวนมหาศาล ก็ควรจะนำไปใช้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่อื่นๆ เช่น สุลาเวสี กาลิมันตัน หรือปาปัว มากกว่า
ดังนั้น เมื่อวันที่ 3 ก.ย.ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีของอินโดนีเซีย จึงประกาศว่าไม่จำเป็นต้องใช้รถไฟความเร็วสูงในเส้นทางดังกล่าว
แต่จะปรับแผนมาเป็นรถไฟความเร็วปานกลาง หรือราว 150 กิโลเมตร/ชั่วโมงแทน และจะเชิญชวนให้ทั้งจีน ญี่ปุ่น และประเทศอื่นๆ เข้ามายื่นข้อเสนอกันอีกครั้ง ซึ่งคาดว่างบประมาณที่จะใช้ในการดำเนินการโครงการดังกล่าวจะน้อยกว่ารถไฟความเร็วสูงถึง 40%
การตัดสินใจครั้งนี้ของอินโดนีเซียเรียกได้ว่า ไม่แคร์ใครจริงๆ พร้อมจะถอย เมื่อเห็นแล้วว่าไม่คุ้ม ไม่เหมาะสม ดีกว่าจะดันทุรังไปต่อ แต่กลับได้ไม่คุ้มเสีย







