
ศรีไทยปักธงเวียดนาม
SITHAI ปักฐานเวียดนาม เล็งซื้อกิจการบรรจุภัณฑ์ เป้ารายได้ 5 ปีแตะ 2 หมื่นล้าน
SITHAI ปักฐานเวียดนาม เล็งซื้อกิจการบรรจุภัณฑ์ เป้ารายได้ 5 ปีแตะ 2 หมื่นล้าน
นายสนั่น อังอุบลกุล ประธานกรรมการและกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ (SITHAI) เปิดเผยว่า บริษัทมีแผนขยายงานธุรกิจที่เวียดนามมากขึ้น เพราะเป็นประเทศที่มีตลาดอุปโภคและบริโภคเติบโตมากและยังมีปัจจัยเอื้ออำนวยอีกหลายด้าน
สำหรับประเทศเวียนนาม มีประชากรมากกว่า 90 ล้านคน ส่วนใหญ่เป็นวัยทำงานที่มีการบริโภคมาก ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) ขยายตัว 6.8% ส่งออกเติบโต 18% และค่าแรงงานถูกกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศไทยอีกไม่กี่ปีจะเริ่มเป็นสังคมผู้สูงอายุและส่งออกปีนี้ติดลบ 4%
นอกจากนี้ กฎเกณฑ์ต่างๆ ของเวียดนามก็เอื้ออำนวยตั้งแต่มีสิทธิประโยชน์เรื่องสิทธิพิเศษทางภาษีศุลกากร (GSP) และความตกลงการค้าเสรี (FTA) โดยเฉพาะปีหน้าอัตราภาษีนิติบุคคลของบริษัทเวียดนามก็จะเท่ากับไทยที่ 20% ขณะที่ไทยได้รับการสนับสนุนส่งเสริมการลงทุนจากคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ยกเว้นภาษีกว่า 6-7 ปี ซึ่งมากกว่าเวียดนามที่เว้นเพียง 2 ปีแรกเท่านั้น อย่างไรก็ตามปีหน้าบีโอไอจะให้สิทธิภาษีในธุรกิจที่ทำเพื่อสิ่งแวดล้อมเป็นหลัก
ทั้งนี้ การขยายตัวทางเศรษฐกิจของเวียดนามตอนนี้เหมือนไทยเมื่อ 20 ปีที่ผ่านมา ในอนาคตบริษัทคาดว่าจะใช้งบลงทุนที่เวียดนามเพิ่มขึ้นเป็นปีละ 1,000 ล้านบาท จากปัจจุบันอยู่ 500-600 ล้านบาท แต่ทั้งหมดคงจะต้องรอการซื้อกิจการบรรจุภัณฑ์ที่เวียดนามให้เสร็จก่อนตอนนี้ยังอยู่ระหว่างการเจรจา โดย SITHAI ต้องการถือหุ้น 100%
ขณะเดียวกันบริษัทแต่งตั้งให้บริษัท เอเซีย พลัส กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ (ASP) เป็นที่ปรึกษาทางการเงินในการจัดธุรกิจของบริษัท ศรีไทยซุปเปอร์แวร์ เวียดนาม เป็นโฮลดิ้งเพื่อนำเข้าจดทะเบียนในตลาดหลัก ทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ภายในเดือน เม.ย. 2560 เนื่องจากอนาคตมีการขยายการลงทุนเพิ่มขึ้นและการขายเสนอขายหุ้นให้ประชาชนครั้งแรก (ไอพีโอ) ถือเป็นต้นทุนทางการเงินที่ถูกกว่าการกู้เงินสถาบันการเงินที่เวียดนาม
นายสนั่น กล่าวว่า บริษัทขยายงานที่ต่างประเทศมากขึ้น ตั้งแต่เวียดนาม อินเดีย และอินโดนีเซีย เพราะมีเป้าหมายสร้างรายได้ถึง 2 หมื่นล้านบาท ในปี 2563 หรือเติบโตเฉลี่ยปีละ 20% จากปีนี้คาดว่า
รายได้จะอยู่ที่ 1 หมื่นล้านบาท หรือเติบโต 3% จากปีก่อนที่มีรายได้ 9,925 ล้านบาท
ปัจจุบันบริษัทมีโรงงานทางเวียดนามใต้ที่โฮจิมินห์ 2 แห่ง มีกำลังการผลิต 2.8 หมื่นตัน/ปี ซึ่งอีกไม่นานจะเพิ่มสายการผลิตเพิ่มเครื่องจักรเป็น 100 เครื่อง จากปัจจุบันอยู่ที่ 30 เครื่อง และไตรมาส 4 บริษัทจะเปิดโรงงานที่เวียดนามเหนือ กรุงฮานอย โดยมีกำลังการผลิตเบื้องต้น 8,000 ตัน/ปี ขณะที่อินเดียเพิ่งเริ่มเดินกำลังการผลิตโรงงานเมลามีนมาได้ 2 เดือน
นายสนั่น กล่าวว่า ปีนี้บริษัทตั้งงบลงทุน 1,500 ล้านบาท แบ่งเป็นขยายกำลังผลิตธุรกิจเมลามีนภายในประเทศประมาณ 500 ล้านบาท และใช้ในการลงทุนขยายธุรกิจในต่างประเทศประมาณ 1,000 ล้านบาท โดยแบ่งเป็นงบลงทุนในเวียดนาม 650 ล้านบาท
สำหรับการลงทุนโรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์อาหารและเครื่องดื่มในกรุงจาการ์ตา ประเทศอินโดนีเซีย ที่ร่วมทุนกับพันธมิตรท้องถิ่นบริษัทถือหุ้น 40% คาดว่าจะเริ่มก่อสร้างโรงงานได้ปีหน้าหลังจากบริษัทชะลอการลงทุนออกไป เนื่องจากอยู่ระหว่างการศึกษาความเสี่ยงของเศรษฐกิจในประเทศอินโดนีเซีย โดยบริษัทใช้เงินลงทุนโครงการดังกล่าวกว่า 200 ล้านบาท
นายสนั่น กล่าวต่อว่า ราคาน้ำมันที่ผันผวนและปรับตัวลงส่งผลให้ราคาเม็ดพลาสติกลดลง 20% ส่งผลให้ราคาขายผลิตภัณฑ์ลดลงบ้าง แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่ออัตรากำไรสุทธิของบริษัทแต่อย่างใด เนื่องจากบริษัทใช้วิธีการกำหนดราคากับลูกค้าได้ทันสถาน การณ์ (คลอสพลัส)
นอกจากนั้น ในช่วง 2 เดือนที่ผ่านมาบริษัทได้เปลี่ยนการบริหารสต๊อกเม็ดพลาสติกเป็นการโค้ดราคาเฉลี่ยให้ลูกค้าเป็นรายสัปดาห์ จากเดิมที่โค้ดราคาเฉลี่ยเป็นรายเดือน และเมื่อราคาวัตถุดิบถูกลงบริษัทจะใช้วิธีการทยอยสั่งซื้อพลาสติกถี่ขึ้น แต่ปัจจุบันราคาน้ำมันเริ่มปรับขึ้น บริษัทก็จะเริ่มกลับมาโค้ดราคาเป็นรายเดือนเร็วๆ นี้ พร้อมกับเริ่มทยอยซื้อสต๊อกเม็ดพลาสติกมากขึ้น
ด้านเงินบาทที่มีการอ่อนค่ามากขึ้นถือว่าเป็นปัจจัยที่สนับสนุนกับบริษัท เนื่องจากบริษัทมีการสั่งซื้อเม็ดพลาสติกและซื้อเครื่องจักรเป็นสกุลเหรียญสหรัฐ และแม้บริษัทจะมีการติดตามสถานการณ์เศรษฐกิจโลกทั้งสหรัฐและจีน ตอนนี้ยังไม่เห็นสัญญาณอะไรที่น่าวิตกแต่อย่างใด
สำหรับผลการดำเนินงานไตรมาส 3 คาดว่าจะมีกำไรสุทธิ และรายได้ดีกว่าช่วงเดียวกันของปีก่อนแต่จะต่ำกว่าไตรมาสที่ผ่านมา เนื่องจากไตรมาส 3 เป็นช่วงโลว์ซีซั่นของธุรกิจเป็นปกติ







