
เซลสุกิ สยายปีก เจาะร้านเฟซบุ๊กทั่วโลก
จากกระแสผู้ใช้เฟซบุ๊กในประเทศไทยที่มีจำนวนพุ่งกว่า 30 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง
โดย...วราภรณ์ เทียนเงิน
จากกระแสผู้ใช้เฟซบุ๊กในประเทศไทยที่มีจำนวนพุ่งกว่า 30 ล้านคน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จึงเป็นโอกาสทำให้เกิดธุรกิจใหม่ กับการเปิดร้านขายสินค้าผ่านเฟซบุ๊กอย่างคึกคัก ทำให้กลุ่มสตาร์ทอัพไทยรุ่นใหม่เห็นช่องทาง และกลายมาเป็นซอฟต์แวร์ “เซลสุกิ” ช่วยทำให้การทำธุรกิจและขายสินค้าผ่านเฟซบุ๊กง่ายขึ้นหลายเท่าและสะดวกอย่างมาก
“เลอทัด ศุภดิลก” ประธานกรรมการผู้จัดการ บริษัท เซลสุกิ และผู้ร่วมก่อตั้ง เปิดเผยว่า ซอฟต์แวร์ เซลสุกิ (Sellsuki) ได้จับกลุ่มลูกค้าคนที่เปิดร้านและขายสินค้าผ่านเฟซบุ๊ก ทำให้การรับออร์เดอร์ การทำระบบชำระเงิน การดูแลหลังร้าน บริหารสต๊อกสินค้า จัดส่งสินค้าเป็นไปได้อย่างสะดวก และเจ้าของก็ดูแลร้านค้าได้ง่ายมากขึ้น
รวมทั้งยังมีระบบการออกใบเสร็จ (บิลลิ่ง) ให้แก่ผู้บริโภคที่ติดต่อซื้อสินค้า ทำให้ร้านค้ามีความน่าเชื่อถือ และมีการสรุปยอดให้แก่ร้านค้าในทุกวัน โดยระบบที่พัฒนาขึ้นมานี้ เป็นการพัฒนาของทีมงานภายในบริษัท และได้ขออนุญาตจากเฟซบุ๊กบริษัทแม่เพื่อพัฒนาระบบนี้ออกมาเป็นครั้งแรกในโลก
“เซลสุกิ ก่อตั้งร่วมกัน 4 คน โดยเป็นเพื่อนที่เรียนมาด้วยกันจากบริหารธุรกิจ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 3 คน อีก 1 คน จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี เราทำงานมา 3 ปี ก่อนเปิดบริษัทให้คำปรึกษาด้านธุรกิจเป็นเวลา 5 ปีแล้ว เพราะตั้งแต่เรียนก็ประกวดแผนธุรกิจชนะมาหลายเวที หลังจากนั้นก็ต่อยอดธุรกิจมาด้านสตาร์ทอัพ เปิดบริษัทใหม่ 1 บริษัท โดยผม และเนติ นามวงศ์ ประธานกรรมการฝ่ายเทคโนโลยี มาร่วมดูบริษัทใหม่อย่างเต็มตัว” เลอทัด กล่าว
ผลการทำตลาดอย่างเป็นทางการมา 2 ปี ร้านค้าในเฟซบุ๊กสนใจเข้ามาใช้บริการมากขึ้น เกิดการบอกปากต่อปาก มีลูกค้าประมาณ 8,000 ร้านค้า ส่งผลดีให้ลูกค้ารู้จักและเชื่อมั่น รวมทั้งโมเดลในประเทศไทย มีโอกาสนำไปพัฒนาต่อยอดกับร้านค้าที่เปิดให้บริการผ่านเฟซบุ๊กทั่วโลกได้ด้วย อีกทั้งเฟซบุ๊กบริษัทแม่ให้ความสนใจกับซอฟต์แวร์ของบริษัทสูงเช่นกัน
สิ่งที่ยากสุดของการทำเซลสุกิ คือ การคิดค้นระบบนี้ให้สำเร็จ เป็นความท้าทายที่ต้องใช้เวลาพัฒนา ต่อมาคือการทำให้ผู้บริโภครู้จักและใช้บริการ เพราะบริษัทเป็นรายใหม่ในตลาด ดังนั้นต้องมุ่งมั่นทำ
คอนเทนต์ผ่านเครือข่ายออนไลน์ต่างๆ ให้ลูกค้ารู้จัก และทำให้แบรนด์มีความน่าเชื่อถือ
“ทีมงานในบริษัท 14 คน เป็นคนรุ่นใหม่ อายุเฉลี่ย 24-25 ปี ทุกคนชอบสร้างสิ่งใหม่ และทำสิ่งที่สนุก อีกทั้งเมื่อทำแล้วยาก เจอปัญหา ก็ทำต่อไป เพราะถ้าเป็นสิ่งที่เรารัก เราจะมีเวลา และฝ่าฟันทำให้สำเร็จ” เลอทัด กล่าว
ขณะเดียวกัน การเป็นสตาร์ทอัพที่ยังไม่มีเงินทุนทำธุรกิจ แต่บริษัทได้เข้าร่วมโครงการ ทรู อินคิวบ์ หรือโครงการบ่มเพาะผู้ประกอบการไทยด้านเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมสตาร์ทอัพไทย จึงได้รับเงินสนับสนุนจาก ทรู อินคิวบ์ ประมาณ 5 แสนบาท นำมาร่วมต่อยอดและพัฒนาซอฟต์แวร์
แผนงานต่อไปในช่วงปลายปีนี้ จะมีเวอร์ชั่นใหม่ของเซลสุกิออกมา และมีราคาค่าบริการที่ลดลงด้วย แต่คงเอกลักษณ์คือ ทำให้ร้านค้าในเฟซบุ๊กใช้บริการและทำธุรกิจได้อย่างสะดวก บริหารร้านค้าและดูแลลูกค้าได้อย่างดี โดยสนใจขยายตลาดไปต่างประเทศอีก 1-2 ปีข้างหน้า ทั้งประเทศเวียดนาม อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ไปจนถึงทวีปอเมริกาใต้ที่มีลูกค้าใช้งานเฟซบุ๊กคล้ายคลึงกับประเทศไทย
ข้อแนะนำสำหรับผู้ที่ต้องการเป็นสตาร์ทอัพ จะต้องเข้าใจลูกค้าและความต้องการของลูกค้าให้มากที่สุด เข้าใจในสิ่งที่ทำอย่างแท้จริง รวมถึงต้องเป็นโมเดลธุรกิจที่เข้าไปแก้ปัญหาของผู้ใช้งานด้านต่างๆ
“เลอทัด” กล่าวต่อว่า ตลาดอีคอมเมิร์ซในประเทศไทยมีโอกาสที่จะขยายตัวได้อย่างมหาศาล เพราะผู้ที่ซื้อขายสินค้าผ่านออนไลน์อยู่ในระดับน้อย มีสัดส่วนไม่ถึง 1% ของตลาดค้าปลีกในประเทศไทย และจากพฤติกรรมคนไทยที่มีการใช้งานอินเทอร์เน็ตกว่า 38 ล้านคน จึงจะเป็นลูกค้าสำคัญของตลาดอีคอมเมิร์ซได้เป็นอย่างดี
ระยะยาวจะพัฒนาโมเดลและซอฟต์แวร์ใหม่เข้ามาทำตลาดอีกจำนวนหลายด้าน เพราะบริษัทอยากสร้างสิ่งแปลกใหม่ให้แก่ประเทศไทย







