
กฎหมายทวงหนี้
2 ก.ย.นี้ พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 จะมีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งกฎหมายฉบับนี้วัตถุประสงค์หลักๆ เป็นการกำหนดกรอบกติกาการติดตามทวงหนี้ที่เป็นธรรมกับลูกหนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับลูกหนี้เอง จะได้ไม่ถูกเจ้าหนี้เอารัดเอาเปรียบ หรือถูกเจ้าหนี้ให้วิธีการที่ไม่เหมาะสมในการติดตามหนี้
2 ก.ย.นี้ พ.ร.บ.ทวงถามหนี้ พ.ศ. 2558 จะมีผลบังคับใช้แล้ว ซึ่งกฎหมายฉบับนี้วัตถุประสงค์หลักๆ เป็นการกำหนดกรอบกติกาการติดตามทวงหนี้ที่เป็นธรรมกับลูกหนี้ ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับลูกหนี้เอง จะได้ไม่ถูกเจ้าหนี้เอารัดเอาเปรียบ หรือถูกเจ้าหนี้ให้วิธีการที่ไม่เหมาะสมในการติดตามหนี้
โดยเฉพาะกลุ่มเจ้าหนี้นอกระบบที่ใช้มาตรการโหด และวิธีการที่ผิดกฎหมายในการข่มขู่ทำร้ายร่างกายในการติดตามทวงหนี้
สำหรับสาระสำคัญเบื้องต้น พ.ร.บ.ทวงหนี้ฉบับนี้ คือ กำหนดให้ผู้ประกอบธุรกิจติดตามทวงหนี้จะต้องขึ้นทะเบียน
- กรณีผู้ประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ที่เป็นทนายความ ให้จดทะเบียนกับสภาทนายความ
- บุคคลผู้ประกอบธุรกิจทวงหนี้ ต้องจดทะเบียนประกอบธุรกิจทวงถามหนี้ต่อนายทะเบียนที่ทำการปกครอง หรือ กองบัญชาการตำรวจนครบาล
ทั้งนี้ หากผู้ฝ่าฝืนไม่ไปจดทะเบียนเป็นผู้ประกอบการทวงหนี้มีโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี ปรับไม่เกิน 1 แสนบาท
ข้อปฏิบัติการติดตามทวงนี้
- ห้ามข่มขู่ ใช้ความรุนแรง ใช้วาจาดูหมิ่น แจ้ง หรือ เปิดเผยตัวลูกหนี้ ใช้ข้อความสื่อความหมายในการทวงถามไม่เหมาะสม
- ห้ามทวงถามหนี้ที่เป็นเท็จ อ้างว่าเป็นหน่วยงานของรัฐ ทนายความ สำนักงานกฎหมาย อ้างว่าถ้าไม่จ่ายจะถูกดำเนินคดี หรือถูกอายัดเงินเดือน
- ห้ามทวงถามหนี้ที่ไม่เป็นธรรม เรียกเก็บค่าธรรมเนียมเกินกำหนด
- ห้ามทวงหนี้นอกเวลาทำการ
- ห้ามเจ้าหน้าที่รัฐไปทวงถามหนี้ที่ไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง โดยเฉพาะทหาร ตำรวจ หรือข้าราชการห้ามเข้ามาเกี่ยวข้องกับการทวงหนี้
กรณีลูกหนี้ที่เดือดร้อนจากพฤติกรรมทวงหนี้สามารถไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการติดตามการทวงถามหนี้ โดยบทลงโทษหากผู้ทวงหนี้ฝ่าฝืนกฎหมายฉบับนี้ต้องระวางโทษจำคุก 3-5 ปี หรือปรับ 3-5 แสนบาท
กฎหมายทวงหนี้ฉบับนี้อาจจะทำให้สถาบันการเงินมีการเข้มงวดในการให้สินเชื่อมากขึ้น และอาจจะมีการส่งฟ้องดำเนินคดีเร็วขึ้น ซึ่งลูกหนี้เองก็ต้องมีวินัยทางการเงินไม่มีหนี้สินเกินตัว และเมื่อเป็นหนี้แล้วก็ต้องชำระหนี้







