
UPAกำไรไตรมาส3
ผู้ถือหุ้น UPA มติเอกฉันท์ซื้อ ADP ฉลุย ดันผลประกอบการไตรมาส 3 พลิกเป็นบวก
ผู้ถือหุ้น UPA มติเอกฉันท์ซื้อ ADP ฉลุย ดันผลประกอบการไตรมาส 3 พลิกเป็นบวก
ที่ประชุมผู้ถือหุ้นบริษัท ยูไนเต็ด เพาเวอร์ ออฟ เอเชีย (UPA) เมื่อวันที่ 29 ส.ค.ที่ผ่านมา มีมติให้ซื้อหุ้นบริษัท อันดามันเพาเวอร์ แอนด์ ยูทิลิตี้ (APU) สัดส่วน 93% ภายหลังจากได้มีการสอบถามถึงเหตุผลของการซื้อในราคาสูงกว่ามูลค่ายุติธรรมที่ทางที่ปรึกษาการเงินอิสระ (IFA) ได้ประเมิน ทางผู้บริหารได้อธิบายถึงมูลค่าที่บริษัทจะได้รับในอนาคต
นายนพพล มิลินทางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร UPA เปิดเผยว่า กระบวนการซื้อ APU คาดว่าจะแล้วเสร็จในไตรมาส 3 นี้ และจะสามารถรับรู้รายได้จากการขายไฟของ APU เฟสแรก 6-20 เมกะวัตต์ ให้กับ อำเภอกันบอก จังหวัดทวาย รัฐทะนินทายี สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา เข้าเป็นรายได้ให้บริษัท หรือประมาณ 6-7 ล้านบาท/เดือน ซึ่งจะหนุนให้ผลงานเป็นบวกตั้งแต่ไตรมาส 3 นี้
อย่างไรก็ตาม การขายไฟดังกล่าวแม้จะมีอัตรากำไรสุทธิ (มาร์จิ้น) สูงถึง 10-15% แต่ยังไม่มากเพียงพอจะหนุนให้ผลประกอบการทั้งปีพลิกกลับมาเป็นบวกได้ แต่เชื่อว่าโดยภาพรวมจะดีกว่าปี 2557 ที่มีผลขาดทุนสุทธิ 64 ล้านบาท
“เมื่อการซื้อ APU แล้วเสร็จ หลังจากนี้คงจะว่าจ้างที่ปรึกษาทางการเงินเพื่อมาจัดโครงสร้างทางการเงิน หาแหล่งเงินเพื่อนำไปใช้รองรับแผนก่อสร้างโรงไฟฟ้าขนาดกำลังการผลิต 150-200 เมกะวัตต์ ซึ่งน่าจะใช้เงินลงทุนประมาณ 6,000-7,000 ล้านบาท ในจำนวนนี้จะเป็นสัดส่วนระหว่างเงินกู้และส่วนทุน 2:1 หรือในส่วนทุนประมาณ 1,000-2,000 ล้านบาท” นายนพพล กล่าว
สำหรับแหล่งเงินทุนไม่มีปัญหา เนื่องจากมีส่วนผู้ถือหุ้นสูงกว่า 3,000 ล้านบาท และ UPA อยู่ในตลาดหลักทรัพย์ฯ สามารถเลือกใช้ช่องทางในการระดมทุนได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นการเพิ่มทุน การออกใบสำคัญแสดงสิทธิ (วอร์แรนต์) หรือแม้แต่การหาพันธมิตรทางธุรกิจเข้ามาร่วมลงทุน
นายนพพล กล่าวถึงธุรกิจอสังหา ริมทรัพย์ว่า โครงการคอนโดมิเนียม เดอะ พีโน่ ที่เขาใหญ่ จำนวน 40 ยูนิต ก่อสร้างเสร็จเรียบร้อยและมียอดจองมาแล้วจำนวน 20 ยูนิต คาดว่าจะได้รับอนุมัติการเปิดใช้อาคารจากภาครัฐภายในเดือน ก.ย. คาดว่าจะสร้างรายได้ประมาณ 175 ล้านบาท
ขณะที่ธุรกิจซอฟต์แวร์ ประสบผลขาดทุน ทาง UPA จึงเข้าฟื้นฟู โดยมีแผนการเข้าซื้อซอฟต์แวร์ “Where Team Talk” ซึ่งเป็นเทคโนโลยีการสื่อสารบน Mobile Platform มีมูลค่าประมาณ 190 ล้านบาท ได้ทดลองตลาดระยะเวลาหนึ่งแล้ว ในอนาคตจะสร้างรายได้และต่อยอดขยายไปได้ทั่วโลก







