
หยวนปะทะดอลลาร์ เมื่อเงินอาเซียนสู่กระแสใหม่
ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (เออีเอ็ม) เมื่อวันที่ 22-25 ส.ค. ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย
โดย...ตะวัน หวังเจริญวงศ์
ระหว่างการประชุมรัฐมนตรีเศรษฐกิจอาเซียน (เออีเอ็ม) เมื่อวันที่ 22-25 ส.ค. ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย มีประเด็นสำคัญประเด็นหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุย คือการหันมาใช้เงินสกุลหยวนของจีนให้มากกว่าเงินสกุลเหรียญสหรัฐ
โทมัส เลมบอง รมว.การค้าอินโดนีเซีย ระบุว่า การหันมาใช้เงินสกุลหยวนมากขึ้น จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้แก่การค้าและการเงินภายในภูมิภาค
“วงจรเศรษฐกิจแบบเอเชียตะวันออกไม่ได้สอดคล้องกันโดยตรงกับวงจรเศรษฐกิจแบบสหรัฐ แต่คล้ายคลึงกับวงจรเศรษฐกิจแบบจีนมากกว่า”
ความเห็นของรัฐมนตรีอินโดนีเซีย สอดคล้องกับความเห็นของ มุสตาปา โมฮัมเหม็ด ประธานการประชุมเออีเอ็ม ชาวมาเลเซีย ที่ระบุว่า การใช้เงินสกุลหยวนในภูมิภาค น่าจะเป็นเรื่องสมควรมากกว่า เพราะปัจจุบันคู่ค้าอันดับ 1 ของอาเซียนก็คือ “จีน”
หากย้อนไปดูข้อมูลล่าสุดของกระทรวงพาณิชย์จีนและสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ จะพบว่า มูลค่าการค้าอาเซียน-จีนในปี 2556 อยู่ที่ 4.43 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ขณะที่มูลค่าการค้าอาเซียน-สหรัฐในปีเดียวกัน อยู่ที่ 2.41 แสนล้านเหรียญสหรัฐ หรืออาเซียนมีการค้ากับจีนมากกว่าสหรัฐถึงเกือบ 2 เท่า
เมื่อแยกออกมาเฉพาะการส่งออก มูลค่าการส่งออกจากอาเซียนไปยังจีนก็ยังสูงกว่าที่ส่งออกไปสหรัฐถึงกว่า 7 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ
หากประเมินว่าประเทศใดจะได้รับประโยชน์จากการใช้เงินสกุลหยวน โดยพิจารณาตามปริมาณการส่งออก ประเทศที่น่าจะได้ประโยชน์มากที่สุดในอาเซียนย่อมเป็นมาเลเซีย เพราะมูลค่าการส่งออกของมาเลเซียไปจีนอยู่ที่ 6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ สูงที่สุดในอาเซียน ขณะที่ส่งออกไปสหรัฐเพียง 2.73 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือส่งออกไปจีนมากกว่าสหรัฐเกิน 2 เท่า
เช่นเดียวกับไทยและอินโดนีเซีย ที่มีการส่งออกไปจีนเป็นอันดับ 2 และ 3 ของภูมิภาค ถึงปีละกว่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และส่งออกไปจีนมากกว่าไปสหรัฐ
อย่างไรก็ดี ในกลุ่มอาเซียนยังมี 2 จาก 10 ประเทศที่ส่งออกไปสหรัฐมากกว่าจีน คือเวียดนาม ที่ส่งออกไปจีน 1.68 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ และส่งออกไปสหรัฐ 2.46 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ส่วนกัมพูชาส่งออกไปจีน 361 ล้านเหรียญสหรัฐ และส่งออกไปสหรัฐ 2,800 ล้านเหรียญสหรัฐ
ไม่ว่าประเทศต่างๆ ในอาเซียนตอนนี้จะคิดอย่างไรกับการใช้เงินสกุลหยวนมากขึ้น แต่อาเซียนจำเป็นต้องพิจารณาอย่างรอบคอบก่อนตัดสินใจ เพราะโลกกำลังเข้าสู่ยุคการจัดระเบียบใหม่ (New World Order) ที่มีจีนและสหรัฐเป็นผู้จัดระเบียบ
ฟากจีนพยายามให้ความสำคัญกับอาเซียนมากขึ้น ผ่านนโยบาย One Belt, One Road และการสร้างความร่วมมือด้านต่างๆ กับอาเซียน เช่น การประกาศเป้ามูลค่าการค้าอาเซียน-จีน 1 ล้านล้านเหรียญสหรัฐ และมูลค่าการลงทุนระหว่างกัน 1.5 แสนล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2563 หลังการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน-จีน ครั้งที่ 17
ขณะเดียวกัน สหรัฐเองก็พยายามเดินหน้าการเจรจาความตกลงหุ้นส่วนยุทธศาสตร์เศรษฐกิจเอเชียแปซิฟิก (ทีพีพี) ซึ่งมีหลายประเทศในอาเซียน ทั้งมาเลเซีย สิงคโปร์ เวียดนาม ฟิลิปปินส์ ร่วมวง เพื่อกระชับความสัมพันธ์และแสดงบทบาทกับประเทศต่างๆ ในภูมิภาค
ปัจจุบันรัฐบาลจีนยังคงเดินหน้าสร้างความสัมพันธ์ด้านต่างๆ กับอาเซียนอย่างต่อเนื่อง ทั้งการลงทุนพัฒนาระบบรางในหลายประเทศ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานอื่นๆ ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์ทางธุรกิจ โดยในวันที่ 18-21 ก.ย.นี้ ก็จะจัดงานจีน-อาเซียน เอ็กซ์โป ณ มณฑลกว่างสี โดยเชิญภาคเอกชนน้อยใหญ่จากประเทศต่างๆ ในอาเซียนเข้าร่วมด้วย
การตัดสินใจใช้สกุลเงินใดมากขึ้น จึงไม่จบแค่เรื่องการค้าและการเงิน เพราะการตัดสินใจผิดพลาดหนึ่งครั้ง อาจทำให้สถานะความสัมพันธ์ของอาเซียน-จีน และอาเซียน-สหรัฐเปลี่ยนแปลงไป







