
ทำไมน้ำมันดิบกำไรแล้ว...แต่กองทุนน้ำมันกลับไม่ทำกำไร??
8...บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย)
กล่าวได้ว่าน้ำมันเป็นแหล่งพลังงานที่สำคัญ และยังไม่มีแหล่งพลังงานทดแทนที่จะสามารถแทนน้ำมันได้ในปัจจุบัน ด้วยความต้องการที่เพิ่มขึ้นประกอบกับแหล่งน้ำมันเริ่มหายากขึ้น และต้นทุนในการขุดเจาะที่สูงขึ้น ทำให้การลงทุนในน้ำมันมีความน่าสนใจ และนักลงทุนต่างได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจหลังวิกฤตเศรษฐกิจรอบที่ผ่านมา อย่างไรก็ตามด้วยภาพการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก และปัญหาในยุโรป ทำให้ 2 เดือนที่ผ่านมาราคาน้ำมันดิบผันผวนเป็นอย่างมาก โดยปรับตัวลงจากราคาสูงสุดที่ 86.19 US$/bbl. มาอยู่ที่ราคาต่ำสุดที่ 68 US$/bbl. (ลดลงลบ 21.09%) ก่อนจะปรับตัวกลับขึ้นมา 15.95% อยู่ที่ 78.86 US$/bbl. (ณ วันที่ 25 มิ.ย. 2553) จึงทำให้น้ำมันเป็นสินทรัพย์ที่ชวนให้น่าหลงใหลเข้าไปเก็งกำไรในช่วงที่ราคามีการปรับตัวลดลงมาก และวิธีที่เราสามารถเข้าถึงการลงทุนในน้ำมันดิบได้ง่ายที่สุดคงหนีไม่พ้นการลงทุนผ่านกองทุนรวม แต่ในรอบที่ผ่านมานักลงทุนส่วนใหญ่ต่างผิดหวังกับผลตอบแทนที่ได้รับ ราคา NAV กองทุนน้ำมันกลับปรับขึ้นน้อยกว่าการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันดิบที่เรารับรู้ตามแหล่งข่าวต่างๆ (ราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า : WTI Crude Future)
อย่างที่เราเคยเล่าให้ฟังกันเกี่ยวกับกองทุนน้ำมันเมื่อช่วงต้นปี กองทุนน้ำมันหลักที่ใช้กันอยู่ คือ Powershares DB oil Fund (DBO) ไม่ได้ทำการลงทุนซื้อน้ำมันดิบมาเก็บไว้จริง (ต่างจากกองทุนทองคำ SPDR Gold Trust ที่ทำการซื้อทองคำมาเก็บไว้จริง เนื่องจากการเก็บรักษาน้ำมันดิบทำได้ยาก และค่าใช้จ่ายสูง) แต่จะทำการลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าน้ำมันดิบ (WTI Light Sweet Crude Oil) เพื่อสร้างผลตอบแทนให้ใกล้เคียงกับผลตอบแทนของดัชนี Deutsche Bank Liquid Commodity Index
– Optimal Yield Oil Excess Return (DBLCIOY CL ER) ดังนั้นลักษณะของการถือสัญญาซื้อขายล่วงหน้าจะมีอายุของสัญญาที่ชัดเจน ทำให้เมื่อใกล้หมดอายุสัญญาแล้ว กองทุนน้ำมันจำเป็นต้องทำการเปลี่ยนสัญญาใหม่ไปยังเดือนที่ไกลขึ้น หรือเรียกว่า Rolling Forward ตัวอย่างเช่นเมื่อสัญญาเดือน ก.ค. 2553 ใกล้หมดอายุ กองทุนน้ำมันจะทำการปิดสถานะสัญญาเดิม และเปิดสถานะสัญญาใหม่ในเดือนที่ไกลขึ้น เช่นสัญญาเดือน ส.ค. 2553 เป็นต้น ปัญหาได้เกิดขึ้นในช่วงนี้ เมื่อ DBO กำลังจะเริ่ม Roll สัญญาใหม่ ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบเป็นขาลง DBO ยังคงถือสัญญาตัวเก่าเดือน ก.ค. 2553 อยู่ ซึ่งลักษณะของสัญญาเดือนใกล้ (สัญญาที่ใกล้หมดอายุ) มักจะรับผลกระทบจากข่าวได้เร็วกว่า สัญญาเดือนไกล (สัญญาที่มีอายุเหลือมากๆ) ทำให้ความผันผวนของราคาสัญญาเดือนใกล้ผันผวนมากกว่าสัญญาเดือนไกล เป็นผลให้กองทุน DBO ปรับตัวลดลงลบ 21.62% ใกล้เคียงกับการปรับตัวลดลงของราคาน้ำมันดิบที่ลดลงลบ 21.09% และเมื่อเวลาผ่านไปราคาน้ำมันดิบเริ่มที่จะกลับมาฟื้นตัวตามคาดการณ์การใช้น้ำมันดิบในครึ่งปีหลังยังแข็งแกร่งจากความต้องการของกลุ่ม Emerging Market และการเข้าสู่ฤดูเฮอริเคนของสหรัฐ ทำให้ราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น 15.96% (ณ ราคาปิดวันที่ 25 มิ.ย. 2553) จากจุดต่ำสุด แต่ในขณะที่กองทุน DBO กลับปรับตัวเพิ่มขึ้นเพียง 6.72% ซึ่งเป็นผลจากการที่กองทุน DBO ได้ไปถือสัญญาใหม่ที่จะหมดอายุในเดือน ก.ค. 2554 เรียบร้อยแล้ว ในระหว่างที่ราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นและอย่างที่กล่าวไว้ก่อนหน้า คือ สัญญาเดือนไกลจะมีความผันผวนน้อยกว่าสัญญาเดือนใกล้จึงเป็นเหตุให้การปรับตัวขึ้นของกองทุน DBO
ในรอบนี้ปรับขึ้นได้น้อยกว่าที่ควร ทั้งนี้ถ้าหาก DBO ยังคงถือสัญญาตัวเดิมอยู่ในรอบที่ผ่านมาก็จะไม่เห็นปัญหานี้เกิดขึ้น
สรุปได้ว่ากองทุนน้ำมันในรอบที่ผ่านมาอัตราผลตอบแทนมีการปรับตัวลดลงมามาก ขณะที่เมื่อฟื้นตัวอัตราผลตอบแทนกลับไม่ได้ฟื้นตัวมากเท่าที่ควรจะเป็น (คร่าวๆ อัตราผลตอบแทนกองทุนน้ำมันในรอบนี้ไปกลับต่างกับอัตราผลตอบแทนของราคาน้ำมันดิบล่วงหน้า WTI อยู่ราว 8%) ซึ่งเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจากการเปลี่ยนสัญญาใหม่ (Rolling Forward) ในจังหวะที่ราคาน้ำมันผันผวนมาก ซึ่งเราคาดว่าจะไม่เห็นเหตุการณ์นี้อีกจนกระทั่งกองทุน DBO มีการเปลี่ยนสัญญาใหม่ (Rolling Forward) อีกครั้งในเดือน มิ.ย. 2554 หากราคาน้ำมันผันผวนเช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
อย่างไรก็ตาม แนวโน้มราคาน้ำมันยังคงมีการปรับตัวเพิ่มขึ้นในระยะยาว ตามการฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลก ทำให้กองทุน DBO ยังคงมีแนวโน้มปรับตัวขึ้นได้ตามราคาน้ำมันดิบ แม้ว่ากองทุนจะไม่ได้ปรับตัวได้เหมือนกับราคาน้ำมันดิบ WTI ซะทีเดียว เนื่องจากลักษณะของกองทุนน้ำมันที่ลงทุนในสัญญาซื้อขายล่วงหน้าจะทำให้เกิด Negative Roll Yield ขึ้นในช่วงที่ตลาดน้ำมันเป็นขาขึ้น (หาข้อมูลเพิ่มเติมของ Negative Roll Yield ได้ในบทวิเคราะห์รายเดือน มี.ค. 2553) ทั้งนี้กองทุนหลัก DBO ได้ทำการลดผลกระทบของ Negative Roll Yield ด้วยกลยุทธ์ Optimum Yield และหากเทียบกับกองทุนน้ำมันกองอื่นในตลาด เช่น United States Oil Fund (USO) แล้วจะเห็นได้ว่ากองทุน DBO ให้อัตราผลตอบแทนได้ดีกว่ากองทุน USO นอกจากนี้ในช่วงที่ราคาน้ำมันดิบมีความผันผวนมาก กองทุนน้ำมันในประเทศที่มีการใช้ NAV ของกองทุน DBO ในคืนที่มีการส่งคำสั่งซื้อขายกองทุน เช่น KOIL, ASPOIL จะสร้างผลตอบแทนได้ใกล้เคียงกับกองทุน DBO มากกว่ากองที่มีการใช้ NAV กองทุน DBO ในคืนก่อนหน้ามาคำนวณ NAV ของกองทุน







