posttoday
หุ้นปันผลพระเอกทุกเวลา

หุ้นปันผลพระเอกทุกเวลา

30 สิงหาคม 2558

ทุกๆ วิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นวิกฤตซับไพรม์ของสหรัฐอเมริกา หรือวิกฤตการเมืองในประเทศไทย

โดย...ยินดี ฤตวิรุฬห์

ทุกๆ วิกฤตที่เกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นวิกฤตซับไพรม์ของสหรัฐอเมริกา หรือวิกฤตการเมืองในประเทศไทย ล่าสุดวิกฤตเงินหยวนของจีนฟาดหัวฟาดหางไปตลาดทุนทั่วโลก ดัชนีหุ้นดิ่งแรงอย่างหนัก ในภาวะเช่นนี้มักมีคำถามเกิดขึ้นว่า คนมีเงินออมจะลงทุนอย่างไรถึงจะเอาตัวรอดได้

ทุกๆ ครั้งที่เกิดวิกฤต หุ้นปันผล มักจะเป็นทางเลือกที่ดี และเป็นหุ้นที่ปลอดภัยเสมอสำหรับการลงทุนและการพักเงินเอาไว้ เพราะสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดี ทั้งจากเงินปันผลและกำไรจากราคาหุ้น และหากเราเลือกดีๆ ในตลาดหุ้นนั้นยังมีธุรกิจและบริษัทที่จ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอทุกๆ ปี ซึ่งเคล็ดลับในการเลือกนั้นให้พิจารณาหุ้นที่ให้ผลตอบแทนเงินปันผลในอัตรา 5-6% ขึ้นไป

เพื่อตอกย้ำว่าหุ้นปันผลคือพระเอกในยามวิกฤตนั้น ทางฝ่ายวิจัยตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยได้ทำการศึกษาและรวบรวมข้อมูลการจ่ายเงินปันผลของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) โดยคัดเลือกหุ้นที่มีความเหมาะสมในการลงทุนระยะยาว โดยคุณสมบัติต้องมีกำไรสุทธิต่อเนื่องทุกปี พิจารณาจากผลประกอบการปี 2555-2557 มีกระแสเงินสดจากการดำเนินงานเป็นบวก มีการจ่ายปันผลต่อเนื่องตลอดช่วง 3 ปี และมีระดับคะแนนบรรษัทภิบาลตั้งแต่ “ดี” หรืออยู่ในเกณฑ์ 3 ดาวขึ้นไป ซึ่งพบว่ามีบริษัทจดทะเบียนถึง 123 บริษัทจากทั้งหมด 605 บริษัทที่เป็นตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ซึ่งต่อไปจะเรียกว่า “Dividend Universe”

บริษัทในกลุ่มนี้มีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลต่อปี (Dividend Yield) เฉลี่ยในช่วง 3 ปี อยู่ที่ 3.39% ขณะที่ตลาดเฉลี่ยอยู่ที่ 2.51% ซึ่งพบว่ากระจายอยู่ในทุกอุตสาหกรรม แต่จะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มทรัพยากร บริการ เทคโนโลยี และสินค้าอุปโภคและบริโภค ส่วนกลุ่มที่ให้อัตราผลตอบแทนปันผลเฉลี่ยสูงกว่ากลุ่มอื่น ได้แก่ สินค้าอุปโภคและบริโภค การเงิน และสินค้าอุตสาหกรรม ที่ 4.33% 4% และ 3.96% ตามลำดับ

ทั้งนี้ ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2558 มี บจ.ใน Dividend Universe จำนวน 19 บริษัทที่มีอัตราเงินปันผลตอบแทนตั้งแต่ 5% ขึ้นไป ซึ่งถือว่าเป็นทางเลือกหนึ่งของการลงทุนขณะที่อัตราดอกเบี้ยเงินฝากอยู่ระดับต่ำกว่า 1.5% แต่การลงทุนมีความเสี่ยงนักลงทุนต้องศึกษาข้อมูลและปัจจัยอื่นๆ ตัดสินใจอย่างรอบคอบก่อนลงทุน

ล่าสุด บริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) และตลาดหลักทรัพย์ เอ็ม เอ ไอ (mai) ประกาศจ่ายเงินปันผลครึ่งปี 2558 กว่า 1 แสนล้านบาท นับว่าใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมา โดยบริษัทจดทะเบียนยังมีสุขภาพที่ดีอยู่ แม้จะเผชิญภาวะเศรษฐกิจตกต่่ำ กำลังซื้อหดตัวและส่งออกติดลบติดต่อกัน 7 เดือนก็ตาม บริษัทใน SET ก็ยังคงมีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 3.81% มาอยู่ที่ 442,265 ล้านบาท เพราะมีประสิทธิภาพในการบริหารต้นทุนดีขึ้น ทำให้อัตรากำไรเพิ่มขึ้น

หากนักลงทุนไม่รู้ว่าจะเลือกหุ้นปันผลตัวใดดี ตลาดหลักทรัพย์มีการรวบรวมข้อมูลในอดีตมาจนถึงวันที่ 30 เม.ย. 2558 พบว่าบริษัทที่มีอัตราเงินปันผลเฉลี่ยสูงสุด 15 อันดับแรก อยู่ในช่วง 5.27-6.95% หรือเฉลี่ยอยู่ที่ 5.82% ขณะที่เงินฝากประจำ 12 เดือนเฉลี่ย 5 ธนาคารใหญ่อยู่ที่ 1.83% ต่อปี

15 บริษัทดังกล่าว ประกอบด้วย บริษัท โมเดอร์นฟอร์มกรุ๊ป (MODERN) ให้ผลตอบแทนเงินปันผล  6.95% บริษัท ไทยออพติคอล กรุ๊ป (TOG) ให้ผลตอบแทนเงินปันผล  6.53% บริษัท ยูเนี่ยนไพโอเนียร์ (UPF) 6.4% บริษัท ศูนย์บริการเหล็กสยาม (SSSC)  6.15% บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี (MFC) 6.06% บริษัทนำสินประกันภัย (NSI) 5.79% บริษัท ที.เค.เอส. เทคโนโลยี (TKS) 5.71% บริษัท สหอุตสาหกรรมน้ำมันปาล์ม (UPOIC) 5.57% บริษัท ทีทีดับบลิว (TTW) 5.57% บริษัท เอสเอ็น ซี ฟอร์เมอร์ (SNC) 5.53% บริษัท ควอลลีเทค (QLT) 5.52% บริษัท เชียงใหม่โฟรเซ่นฟู้ดส์ (CM) 5.47% บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น (DTAC) 5.43% บริษัท อสมท (MCOT) ให้ผลตอบแทนเงินปันผล 5.29% และบริษัท ไทยบริติช ซีเคียวริตี้ พริ้นติ้ง (TBSP) ให้ผลตอบแทนเงินปันผล 5.27%

นอกจากนักลงทุนจะมีโอกาสได้รับเงินปันผลสูงๆ แล้ว หากเลือกลงทุนในหุ้นที่มีการจ่ายปันผลสูง 15 อันดับแรก ให้ผลตอบแทนจากการลงทุนถึง 88% ในช่วงเวลาการลงทุน 3 ปีที่ผ่านมา (2555-2557) โดยมีกำไรจากส่วนต่างราคา 62% ของเงินลงทุนเริ่มต้น โดยพอร์ตจำลองใช้เงินลงทุนเริ่มต้น 369.10 บาท และเมื่อลงทุนครบ 3 ปี มูลค่าหุ้นในพอร์ตเพิ่มขึ้นไปอยู่ที่ 596.18 บาท ในช่วงเวลาลงทุนได้รับเงินปันผลรวม 96.32 บาท คิดเป็น 26% ของเงินลงทุนเริ่มต้น ทั้งนี้ไม่มีการนำเงินปันผลไปลงทุนต่อ

ด้าน บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระพัฒนสิน ย้ำกลยุทธ์การลงทุนในยุคที่ตลาดผันผวนว่า แนะนำให้เลือกลงทุนในหุ้นที่ปันผลสูง เพราะจะเป็นหุ้นที่นำตลาด  เช่น บริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) บริษัท อินทัชคอร์ปอเรชั่น (INTUCH) บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) และบริษัท ซีพี ออลล์ (CPALL) เป็นต้น

สำหรับนักลงทุนที่สามารถรับความเสี่ยงจากความผันผวนของตลาดหุ้นได้ ก็ยังมีหุ้นกู้ของเอกชนที่ทยอยออกมาอย่างต่อเนื่อง แต่ไม่รู้ว่าจะเลือกของบริษัทไหนดี ก็สามารถแบ่งย่อยลงไปถึงความเสี่ยงได้อีก โดยพิจารณาจากอันดับเครดิตหากได้ระดับ “A” ผลตอบแทนอาจน้อยแต่มั่นคง ส่วนความน่าเชื่อถือระดับอื่นๆ  ก็จะมีความเสี่ยงที่ลดหลั่นกันไป เช่น BBB แต่ผลที่ได้รับคือดอกเบี้ยดีทีเดียว

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน