
หวั่นโทรศัพท์ดิจิตอล ซ้ำรอยเคเบิล-ทีวีดาวเทียม
&<2288;
การออกอากาศโทรทัศน์ในระบบดิจิตอลทั้งภาคส่งและภาครับ เป็นเรื่องที่พูดกันมานานตั้งแต่ก่อนปี 2543 (ค.ศ. 2000) หลายประเทศตัดสินใจเดินหน้าเป็นระบบดิจิตอลสมบูรณ์ไปแล้วก็มี เช่น สหรัฐอเมริกา เยอรมนี เป็นต้น
สำหรับประเทศไทย แม้จะศึกษามาพร้อมกับประเทศอื่นๆ แต่การไม่มีองค์กรอิสระด้านวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ ซึ่งต้องทำงานร่วมกับคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ทำให้การดำเนินการดังกล่าวล่าช้า ล้าหลังประเทศในภูมิภาคนี้ ใกล้เคียงกับลาวและกัมพูชาที่ยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกระบบใดระหว่างระบบ DVBT ของยุโรป หรือระบบ ISDBT ของญี่ปุ่น
ประสิทธิ์ ประพิณมงคลการ ประธาน กทช. กล่าวว่า นโยบายของ กทช.ชุดนี้ให้ความสำคัญกับระบบแพร่ภาพรายการโทรทัศน์ในระบบดิจิตอล (Digital Broadcasting) ภาคพื้นดิน หรือดิจิตอลทีวี ซึ่งปัจจุบันถือว่าประเทศไทยล้าหลังประเทศอื่นๆ ในภูมิภาคนี้ โดยยังไม่ประกาศความชัดเจนว่าจะเลือกใช้ระบบใด เช่นเดียวกับลาวและกัมพูชา
ขณะที่ประเทศส่วนใหญ่ในอาเซียนตกลงเลือกใช้ระบบ DVBT ของยุโรป มีเพียงฟิลิปปินส์ที่เลือกใช้ระบบ ISDBT ของญี่ปุ่น โดยสมาพันธ์เทคโนโลยีสารสนเทศและโทรคมนาคมระหว่างประเทศ (ไอทียู) กำหนดว่าการออกอากาศรายการโทรทัศน์ในระบบอะนาล็อกจะถูกยกเลิกในปี 2558 ขณะที่ภูมิภาคอาเซียนกำหนดไว้ระหว่างปี 25582563
เหตุผลสำคัญที่ล่าช้า เนื่องจากยังไม่มีคณะกรรมการกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์แห่งชาติ (กสช.) ซึ่งเป็นองค์กรอิสระที่จะมาร่วมตัดสินใจกับ กทช. อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าหากกฎหมายจัดตั้งองค์กรอิสระทางด้านโทรคมนาคมและวิทยุโทรทัศน์ (กสทช.) ฉบับปรับปรุงแก้ไข ผ่านการเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร และประกาศใช้ภายในเดือน ก.ย.ต.ค.นี้ การตัดสินใจเรื่องดังกล่าวจะเร็วขึ้น
ประสิทธิ์ กล่าวว่า ขณะนี้ กทช.ดำเนินการได้เพียงเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะในเชิงเทคนิค เพื่อก้าวไปสู่การเปลี่ยนผ่าน สิ่งสำคัญที่ต้องพิจารณาคือให้ประชาชนเดือดร้อนน้อยที่สุด เบื้องต้น คือ การสนับสนุนอุปกรณ์ภาครับสัญญาณ (Set Top Box) ที่มีราคาประมาณ 5001,000 บาท สำหรับผู้มีรายได้ต่ำกว่ามาตรฐาน โดยใช้เงินกองทุนพัฒนกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์
นอกจากนี้ ในเรื่องการให้ใบอนุญาตอาจต้องมาพิจารณากันใหม่ เพราะจะมีระบบการให้ใบอนุญาตที่แตกต่างจากระบบเดิมที่สถานีโทรทัศน์แต่ละช่องมีสัมปทานอยู่ เช่น การให้ใบอนุญาตสำหรับผู้ผลิตรายการ (Content Provider) หรือผู้ให้บริการโครงข่าย (Network Provider) ซึ่งการออกอากาศระบบดิจิตอล ทีวี จะทำให้เกิดธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องอีกมากมาย และเพิ่มมูลค่าให้กับธุรกิจที่มีอยู่ เช่น การผลิตรายการ, ธุรกิจโฆษณา เป็นต้น รวมถึงธุรกิจใหม่ที่จะเกิดขึ้น เช่น บริการให้เช่าโครงข่าย
ไพโรจน์ ปิ่นแก้ว ที่ปรึกษาบริษัท บีอีซี เวิลด์ กล่าวว่า ปัจจุบันดิจิตอลทีวีมีอยู่แล้ว เช่น เคเบิลทีวี หรือทีวีดาวเทียม ส่วนโทรทัศน์ภาคพื้นดิน หรือฟรีทีวี การส่งออกอากาศยังเป็นระบบอะนาล็อก เนื่องจากภาครับส่วนใหญ่ของประเทศเป็นอะนาล็อก ซึ่งในส่วนของสถานีโทรทัศน์ส่วนใหญ่จะเปลี่ยนระบบการออกอากาศเป็นดิจิตอลหมดแล้ว เหลือแต่ภาครับที่ต้องใช้เวลา แต่เชื่อว่าหากรัฐบาลประกาศชัดเจนว่าจะเลือกระบบใด การเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิตอลทีวีจะใช้เวลาไม่นานใน 12 ปี
“
สิ่งที่ประชาชนจะได้ คือรายการที่หลากหลายในการดูโทรทัศน์แบบเดิม ซึ่งอาจจะมีช่องอีก 40 ช่อง โดยไม่ต้องเสียเงิน รวมทั้งจะขยายธุรกิจอื่น ๆ ได้อีกด้วย เช่น บรอดแบนด์ ทีวี, อินเตอร์เน็ต ทีวี ที่จะช่วยผลักดันธุรกิจโทรทัศน์ให้มีมูลค่าเพิ่มอีกมหาศาล เชื่อว่าหากมีการตัดสินใจโดยกสทช. ภายใน 12 ปี ประเทศไทยสามารถก้าวสู่ดิจิตอล ทีวีได้” นายไพโรจน์กล่าวอย่างไรก็ตาม ในสายตาของ สุภิญญา กลางณรงค์ รองเลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อปฏิรูปสื่อ หรือ คปส. สิ่งที่ห่วง คือ กสทช.จะเกิดได้จริงหรือไม่ และหากการเกิดขึ้นของ กสทช.ล่าช้ากว่าพัฒนาการของเทคโนโลยี โทรทัศน์ดิจิตอลจะเป็นอีกกรณีปัญหาเช่นเดียวกับโทรทัศน์ดาวเทียมหรือเคเบิลทีวีหรือไม่ เพราะหากกลไกการกำกับดูแลไม่ชัดเจน แผนการดำเนินงานเกี่ยวกับดิจิตอลทีวีไม่สามารถทำได้ เพราะอำนาจการตัดสินใจเรื่องนี้เป็นของ กสทช.
“
หากมีกสทช.แล้ว จะมีหลักประกันอย่างไรว่า จำนวนช่องที่เพิ่มขึ้นมากมายจะไม่ถูกผูกขาดอยู่ในมือรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย เพราะหลายประเทศก็เกิดกรณีดังกล่าว เพราะฉะนั้น สิ่งสำคัญในเรื่องนี้ต้องอยู่ที่เจตจำนงของรัฐบาล และภาคการเมือง ว่าจะสร้างกติกาใด ๆ มากำกับดูแลให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อคนทุกฝ่ายอย่างจริงจัง” นส.สุภิญญากล่าวถึงตอนนี้คงต้องขึ้นอยู่กับความจริงใจของฝ่ายการเมืองว่าจะเร่งผลักดันองค์กรอิสระ
“กสทช.” ให้เกิดขึ้นได้จริงหรือไม่ เพราะหากล่าช้า ขณะที่ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมเร่งเร้าให้เกิดขึ้นจนเกิดการทำไปก่อนอย่างเคเบิลทีวีและทีวีดาวเทียม จะมีแนวทางใดมาดูแล






