
‘โอกาส’หรือ‘วิกฤต’?
หนทางข้างหน้าของ SMEs ไทยดูเหมือนจะมีความไม่แน่นอน จากปัจจัยร้ายต่างๆ ที่รุมเร้าไม่จบไม่สิ้น ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศเอง เศรษฐกิจที่ซบเซาทั่วโลก หรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปิดเสรีเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AEC ที่จะมาถึงในต้นปีหน้านี้
หนทางข้างหน้าของ SMEs ไทยดูเหมือนจะมีความไม่แน่นอน จากปัจจัยร้ายต่างๆ ที่รุมเร้าไม่จบไม่สิ้น ไม่ว่าจะเป็นเศรษฐกิจและการเมืองในประเทศเอง เศรษฐกิจที่ซบเซาทั่วโลก หรือผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นจากการเปิดเสรีเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ AEC ที่จะมาถึงในต้นปีหน้านี้
หากใจคุณไม่สงบนิ่งพอ เต้นไปตามสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้น ทำให้สายตาพร่ามัวมองสถานการณ์ผิดเพี้ยน นำไปสู่การเลือกทางเดินที่ผิดในที่สุด สิ่งที่กลัวก็จะเป็นจริง ทั้งๆ ที่หากคุณนิ่งสงบ คุณอาจมองเห็นสถานการณ์ในมุมที่แตกต่างไป นำไปสู่การเลือกทางเดินที่พาตัวเองรอดพ้นจากสิ่งร้ายๆ นั้นได้
ภาพยนตร์เรื่อง Margin Call เป็นตัวอย่างที่ดีที่แสดงให้เห็นถึงความนิ่ง และความคมในการรับมือกับสถานการณ์วิกฤตที่กำลังคืบคลานเข้ามา สุดท้ายนำไปสู่โอกาสในการแสวงหาสิ่งดีดีจากสถานการณ์แย่ๆ นั้น
Margin Call เป็นเรื่องของบริษัทลงทุนแห่งหนึ่ง ในช่วงเริ่มต้นของวิกฤตแฮมเบอร์เกอร์ในสหรัฐ ในช่วงปี 2007-2008 ต่อเนื่องมาถึงยุโรป จนส่งผลกระทบไปทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน
บริษัทแห่งนี้ก็เหมือนทุกๆ บริษัทลงทุนที่เจ็บตัวในวิกฤตคราวนั้น ตลอดทั้งเรื่องเป็นเหตุการณ์ที่เกิดไม่เกิน 48 ชั่วโมง เมื่อบริษัทแห่งนี้ทราบว่ามูลค่าของตราสาร MBS ที่ถือครองอยู่อย่างมากมายนั้น เป็นมูลค่าที่เฟ้อมาก และหากมูลค่าลดลงเพียงแค่ 25% บริษัทแห่งนี้ถึงกับล้มละลายได้เลย
ผู้บริหารของบริษัทต้องตัดสินใจทำอะไรสักอย่าง เพื่อที่จะรักษาบริษัทไม่ให้ล้มละลาย โดยการกระทำเพื่อให้ตัวเองรอดนั้น แน่นอนต้องมีผู้เจ็บตัว และอาจจะดูค่อนข้างขัดแย้งกับจริยธรรมทางธุรกิจพอสมควร
แต่ทางเลือกมีไม่มากนัก...หากต้องการรอดพ้นจากการล้มละลายในครั้งนี้
ผมชอบตัวละครที่เป็นประธานกรรมการบริหารของบริษัทซึ่งเล่นโดย Jeremy Irons มาก ที่ชอบไม่ใช่เพราะบุคลิกเลือดเย็น สามารถจัดการให้พนักงานออกได้หลายๆ ร้อยคน โดยไม่รู้สึกอะไร หรือกระทั่งการหาแพะมารับผิดชอบกับความผิดพลาดในการลงทุนนี้ แต่ที่ชอบคือแนวคิดในการมองสถานการณ์ และความนิ่งในการตัดสินใจในสถานการณ์ที่บีบคั้นต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามา
ไฮไลต์ของภาพยนตร์เรื่องนี้คือในช่วง 20-30 นาทีสุดท้าย ที่ภายหลังจากตัดสินใจขายเทกระจาดตราสาร MBS ที่มีอยู่ให้หมดภายในช่วงเช้าของวันนั้น ผลก็คือขาดทุนเลือดสาด แต่เนื่องจากเป็นคนทำคนแรกจึงไม่ถึงกับตาย บริษัทอยู่รอด แต่คนที่ซื้อไปและขายไม่ทันล้มตายกันเป็นเบือ
ในเย็นวันนั้นเอง ทั้งๆ ที่ยังที่อ่อนล้าจากการแก้วิกฤต และเพิ่งรอดพ้นจากการล้มละลายอย่างหวุดหวิด เขากลับวางแผนเตรียมตัวสำหรับการลงทุนรอบใหม่ เพื่อทำกำไรมหาศาลต่อไป เนื่องจากสามารถลงทุนในทรัพย์สินและตราสารได้ในราคาที่ต่ำมากๆ
โอกาสหรือวิกฤต? คงไม่ใช่ว่าเราอยู่ในสภาวะเศรษฐกิจอย่างไร แต่ขึ้นอยู่กับว่าเราเลือกที่จะยืน และเลือกที่จะอยู่ในสถานการณ์แบบใดในสภาวะนั้นๆ มากกว่าครับ







