posttoday
‘จตุพล ชมภูนิช’ เปรียบการลงทุนเหมือนหัดว่ายน้ำ

‘จตุพล ชมภูนิช’ เปรียบการลงทุนเหมือนหัดว่ายน้ำ

28 สิงหาคม 2558

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

โดย...บงกชรัตน์ สร้อยทอง

ถ้าพูดทอล์กโชว์ชื่อดังหนึ่งในนั้นต้องนึกถึง “จตุพล ชมภูนิช” แน่นอนด้วยคารมคมคายและมุขตลก และวันที่ 5 ก.ย.นี้ เขาจะเป็นหนึ่งในวิทยากรสัมมนารูปแบบ ทอล์กโชว์ “ติว (อินเวส)เตอร์” ร่วมกับนักลงทุนมืออาชีพที่เป็นวิทยากรของโครงการอีฟิน สคูล ที่จะมาพูดให้กำลังใจหรือทลายกำแพงความกลัวของผู้ที่ไม่กล้าจะเข้ามาลงทุนในตลาดหุ้นได้รู้จักโอกาสที่จะได้รับจากตลาดทุน

ชีวิตจริงของ “จตุพล” จากที่รู้จักกับการฝากเงินกับธนาคารพาณิชย์เพียงอย่างเดียว เริ่มเห็นว่าตลาดหุ้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจช่วงที่หุ้นเฟื่องฟูดัชนีใกล้แตะ 1,700 จุด เมื่อหลายสิบปีก่อน เขาจึงนำเงินเกือบ 1 ล้านบาทเข้ามาลงทุน ตอนนั้นเริ่มศึกษาการลงทุนจากหนังสือการเงินและการลงทุนที่มีอยู่น้อยนิดมาก แต่ก็พยายามหาอ่านมากที่สุด วิชาที่เรียนมาก็ไม่มีเรื่องการบริหารการเงินเบื้องต้นอะไรเลย และตัดสินใจเข้าหุ้นที่มีปัจจัยพื้นฐานรองรับอย่างบริษัทที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการเกษตรและอาหารใหญ่ของประเทศทั้งสองแห่ง และก็มีกลุ่มธนาคารด้วย โดยเลือกที่ในชีวิตจริงสามารถหาข้อมูลและสัมผัสได้ง่าย

การกระโจนเต็มหน้าตักแม้จะเป็นหุ้นพื้นฐาน แต่เข้าไปทั้งที่ไม่มีความรู้มากและไม่ดูปัจจัยโดยรอบ จึงเข้าไปที่ดอย 1,700 จุด ทำให้เขาคิดล้างพอร์ต หลังจากที่ถือหุ้นไว้ได้ประมาณ 1.5 ปี แล้วหันมาพักเงินไว้กับแบงก์ต่อ พร้อมมองหาโอกาสจากสินทรัพย์อื่นต่อ และเป็นจุดเริ่มต้นที่เริ่มศึกษาการลงทุนอสังหาริมทรัพย์ เริ่มจากซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อลงทุนและให้เช่าที่ถนนราชดำริในช่วงวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 จนไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้เอง เริ่มซื้อคอนโดมิเนียมเพื่อให้เช่าเพิ่มอีก 2 ห้องแถวซอยทองหล่อ

นอกจากนั้น ก็เริ่มซื้อกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF) และกองทุนสำรองเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) ตั้งแต่เปิดให้ซื้อได้ในช่วงแรกๆ ไว้หักภาษี และมักจะซื้อตอนปลายปีอย่างเดียว และมีการซื้อเพื่อการศึกษาระยะยาวให้ลูก ช่วงหลังก็ซื้อเพิ่มเรื่อยๆ เพราะหวังว่าจะปล่อยให้เงินทำงานไปเอง (Passive Income) โดยไม่กระจุกไปซื้อช่วงปลายปีเหมือนที่ผ่านมา แต่จะทยอยซื้อทุกช่วงที่เห็นหุ้นลง และกระจายไปยังทุกบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.)  แต่ละปีซื้อไม่ซ้ำกับกองเดิมเลย แต่ละกองทุนก็จะเลือกสัดส่วนที่มีการลงทุนในหุ้นเป็นส่วนใหญ่ เพราะศึกษาข้อมูลมาว่าหุ้นจะให้ผลตอบแทนที่ดีในระยะยาวเสมอ และเงินส่วนนี้เป็นเงินระยะยาวเป็นเงินเย็นมาก และมิเคยขายกองทุนออกมาเลยแม้จะถึงวันที่ครบอายุก็ตาม

หากมองพอร์ตส่วนตัว เขาบอกว่าน่าจะเป็นอสังหาริมทรัพย์มากที่สุดไม่เกิน 50% ของพอร์ตทั้งหมด มีทั้งที่ดินและคอนโดมิเนียมเพื่อให้เช่าเป็นหลัก มูลค่าเพิ่มขึ้นทุกปี แต่ก็มีบางส่วนที่อยากจะบริหารให้ดีกว่านี้ มีบางห้องกู้เงินมาน้อยเกินไป ต้องใช้เงินส่วนตัวซื้อเอง รองลงมาคือกองทุนรวมที่ไม่เคยขายออกมาเลย  ส่วนหุ้นก็เข้าซื้อประปรายบ้างแต่จะเน้นในหุ้นที่อยู่ใน SET50 เป็นหลัก และมักถือในระยะปานกลาง 1 ปีขึ้นไป เมื่อได้กำไรมากกว่า 10% ก็จะขายออกมาแล้วรอจังหวะเข้ารอบใหม่ 

“จตุพล” บอกว่า เขาเป็นคนที่ศึกษาหาความรู้จากหนังสือการลงทุน การเงินเอง ปัจจุบันก็ยังอยู่ในช่วงของการเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ผิดบ้างถูกบ้าง แต่สิ่งสำคัญ คือ ไม่ว่าจะทำอะไรโดยเฉพาะการลงทุนจำเป็นต้องมีข้อมูลให้แน่น ไม่ใช่ลงไปด้วยความไม่รู้

“ผมมองการลงทุนเหมือนการหัดว่ายน้ำ คนที่ว่ายน้ำไม่เป็นบางคนก็ไม่คิดที่จะหัดเรียนว่ายน้ำ เพราะบอกตัวเองว่าก็ไม่ต้องไปที่มีน้ำอยู่รอบกาย จะได้ไม่ตกน้ำ เลยไม่คิดจะเรียนรู้หรือหัดว่ายน้ำให้เป็น แต่ความเป็นจริงคุณก็มีสิทธิตกน้ำได้ในวันหนึ่งที่คุณต้องเดินทางไปไหนหรือเกิดอุบัติเหตุได้ ดังนั้นการหัดว่ายน้ำหรือเรียนรู้เรื่องการลงทุนก็ไม่ใช่เรื่องเสียหายอะไร”

นักพูดชื่อดังกล่าวทิ้งท้ายว่า วันนี้เขาอาจไม่ใช่นักลงทุนมืออาชีพ และมี Passive Income ได้เต็มตัว แต่เขาก็หมั่นศึกษา ค่อยเรียนรู้การลงทุน และหัดว่ายน้ำไปเรื่อยๆ วันหนึ่งก็ต้องว่ายน้ำเป็นและรอดตายได้แน่นอน ถ้าต้องเจอเหตุการณ์ที่ต้องตกน้ำ

ข่าวล่าสุด

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน

สมาคมคนตาบอดฉะเชิงเทรา ซึ้งใจเพื่อนพึ่ง(ภาฯ) ไม่ทิ้งกันในยามยาก มอบถุงยังชีพพระราชทาน